หลัก 10 อ. การดูแลตนเองของ ผู้สูงอายุ
หลัก 10 อ. การดูแลตนเองของ ผู้สูงอายุ การดูแลตนเองยามปกติใน ผู้สูงอายุ คือ การทำให้ชีวิตมีสุขภาพที่ดี ซึ่งแนวทางการ มีสุขภาพที่ดีสามารถปฏิบัติตามหลัก 10 อ. ประกอบด้วย อาหาร ผู้สูงอายุ ยังคงต้องการสารอาหารต่าง ๆ ที่ใกล้เคียงกับวัยผู้ใหญ่ แต่ควรลดอาหารประเภทไขมันและคาร์โบไฮเดรตลง ส่วนอาหารประเภทโปรตีนควรเป็น เนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย เช่น เนื้อปลาและไข่ขาว ส่วนไข่แดงควรกินไม่เกินสัปดาห์ละ 3 ฟอง นอกจากนี้ควรกินผักและถั่ว รวมทั้งผลไม้ให้มาก แต่ควรเป็นผลไม้ที่ไม่มีรสหวานจัด จนเกินไป เพราะอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรค เช่น โรคเบาหวาน ได้ ออกกำลังกาย เพื่อให้มีร่างกายแข็งแรง สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งจะทำให้การทรงตัวดีขึ้น ไม่หกล้มง่าย ผู้สูงอายุ จึงควรออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง อนามัย ผู้สูงอายุ ควรรู้จักสังเกตการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ระบบขับถ่าย ควรพยายามลด ละ เลิกสิ่งที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น เหล้า บุหรี่ และพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ สำหรับผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี ปวดศีรษะเป็นซีกๆ เป็นๆหายๆ หรืออาจจะปวดสลับข้างไปมา ช่วงหายไม่มีอาการปวดเลย แต่อาการไม่หายขาด ลักษณะอาการปวดแบบนี้อาจจะเกิดจาก ปวดศีรษะไมเกรน ซึ่งถ้ารักษาต่อเนื่องก็มีสิทธิ์ทุเลาหายขาดได้ อากาศ และแสงอาทิตย์ ผู้สูงอายุ ควรได้อยู่ในสถานที่ที่มีสภาพแวดล้อมที่ดี เป็นธรรมชาติ มีอากาศบริสุทธิ์ และควรได้รับแสงแดดบ้าง อารมณ์ ผู้สูงอายุ จะมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย เช่น หงุดหงิด โมโห โกรธง่าย ทำให้ขาดสติในการพิจารณาไตร่ตรองเหตุผล ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับบุคคลอื่นได้ ง่าย และต้องหาวิธีควบคุมอารมณ์ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การทำสมาธิ การศึกษาธรรมะ จะช่วยให้ผ่อนคลาย มีสติมากขึ้น อดิเรก ผู้สูงอายุ ควรหางานอดิเรกทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจหรือลดการหมกมุ่นในสิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจ เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ อบอุ่น การเป็นบุคคลที่มีบุคลิกโอบอ้อม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือสมาชิกใน ครอบครัวและบุคคลอื่น เพื่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน อุบัติเหตุ ระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุโดยวีการต่าง ๆ เช่น สายตายาวต้องใส่แว่นสายตา ได้ยินไม่ชัดเจนต้องไปตรวจหูเพื่อแก้ไข ถ้ามีสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสมต้อง ไปปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม อนาคต ผู้สูงอายุ ต้องเตรียมเงินและที่อยู่อาศัยเพื่อเป็นหลักประกันในการดำเนินชีวิต ที่มา : โรงเรียนผู้สูงอายุ ชุดความรู้ การพัฒนาเป็นผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ โดยมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย และเว็ปไซค์ สสส. www.thaihealth.or.th
อาการปวดศรีษะ
อาการปวดศีรษะ อาการปวดศีรษะ เป็นอาการที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนทั่วไป ซึ่งบางครั้งไม่ทราบสาเหตุชัดเจน บางคนหายได้เอง บางคนปวดเป็นๆหายๆเรื้อรัง บางคนเกิดจากความผิดปกติภายในศีรษะเอง บางคนก็เกิดจากความเครียด วิตกกังวลสูง ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า แล้วอาการปวดศีรษะยังไงที่ต้องมาตรวจเช็คอย่างละเอียดหรือมาปรึกษาแพทย์ มีข้อสังเกตดังต่อไปนี้ ปวดศีรษะรุนแรงขึ้นทันที อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เหมือนศีรษะจะระเบิด อาจจะมีคลื่นไส้อาเจียน หรือซึมลงได้ ลักษณะอาการแบบนี้อาจจะเกิดจากหลอดเลือดในสมองแตกได้ ปวดศีรษะที่มีความต่อเนื่องไม่หาย มีลักษณะอาการรุนแรงสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ รับประทานยาแก้ปวดก็ไม่ทุเลา ถ้าปวดมากอาจจะมีคลื่นไส้อยากจะอาเจียนหรือมองเห็นภาพซ้อน แบบนี้สาเหตุอาจเกิดจากปัญหาภายในศีรษะ เช่น เนื้องอกสมอง ภาวะติดเชื้อในสมอง หรือภาวะน้ำคั่งในสมอง ก็ได้ ปวดศีรษะร่วมกับมีอาการไข้ ปวดต้นคอ คอตึงแข็ง อาจจะเกิดจากภาวะติดเชื้อทางสมองได้ ปวดศีรษะร่วมกับมีอาการทางระบบประสาท เช่น มีอาการคลื่นไส้อยากจะอาเจียน ตามัว มองเห็นภาพซ้อน มีอาการชักเกร็งหรือแขนขากระตุก หน้ากระตุก หรือมีอาการอ่อนแรงแขนขา มีความผิดปกติทางการสื่อสาร เช่น พูดไม่ชัด พูดผิดๆถูกๆ หลงลืม ก็อาจจะเกิดจากมีรอยโรคทางสมองได้ ปวดศีรษะเป็นซีกๆ เป็นๆหายๆ หรืออาจจะปวดสลับข้างไปมา ช่วงหายไม่มีอาการปวดเลย แต่อาการไม่หายขาด ลักษณะอาการปวดแบบนี้อาจจะเกิดจาก ปวดศีรษะไมเกรน ซึ่งถ้ารักษาต่อเนื่องก็มีสิทธิ์ทุเลาหายขาดได้ ปวดศีรษะที่เกิดตามหลังจากการได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ อาจจะเกิดจากมีสมองฟกช้ำหรือเลือดคั่งในสมองได้ ดังที่กล่าวคร่าวๆเบื้องต้น อาการปวดศีรษะอาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ ที่พบบ่อยมักจะเกิดจากภาวะตึงเครียด แต่ถ้ามีลักษณะดังที่กล่าวมาอาจจะต้องปรึกษาแพทย์เพื่อได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องแต่เนิ่นๆเพื่อความปลอดภัยและมีสุขภาพแข็งแรง
โรคหัวใจ
อาการที่บ่งบอกว่าอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น พันธุกรรม เพศ และอายุ ส่วนปัจจัยที่ควบคุมได้ เช่น ภาวะโรคบางชนิด การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย อาการที่บ่งบอกว่าอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ 1. หัวใจอาจเต้นเร็วหรือช้ากว่าผิดปกติ ใจสั่น เหนื่อยง่าย2. เจ็บหรือแน่นหน้าอก ร้าวไปที่กราม3. มีอาการบวม ที่ขา ข้อ และเท้า4. วิงเวียนศรีษะ นอนราบไม่ได้ แนวทางการป้องกันโรคหัวใจ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น 1. การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดการรับประทานอาหารที่มีไขมัน หรือน้ำตาลสูง รวมถึงอาหารจำพวกไขมันอิ่มตัว คอเลสเตอรอล เพื่อช่วยลดการเกิดไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน2. การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง และมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น3. งดสูบบุหรี่4. ลดความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ5. ตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมระดับความดันโลหิตและไขมันในเลือด
โรคที่มากับหน้าฝน
โรคที่มากับหน้าฝน ช่วงนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูฝน ฤดูฝนก็เป็นอีกฤดูหนึ่งที่เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เพราะมีความชื้นในอากาศสูง อุณหภูมิลดลงบางช่วง เป็นสาเหตุให้เกิดโรคหลายชนิดและสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น เราจึงควรรู้เท่าทัน และเฝ้าระวังโรคที่มักมากับฤดูฝน เรามารู้จักกับโรคที่ชอบมากับฤดูฝนว่ามีโรคอะไรบ้าง? 1.โรคไข้หวัดใหญ่ เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus) โดยเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล สามารถจำแนกออกเป็น 3 ชนิด โดยสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยที่มีอาการรุนแรง คือ ชนิด A และ B ส่วน สายพันธุ์ชนิด C มักไม่รุนแรง ไข้หวัดใหญ่จะแสดงอาการ ไข้สูง ปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีกล้ามเนื้ออักเสบ และอาการทางระบบหายใจตั้งเเต่ น้ำมูก ไอมาก หรือ หากรุนเเรง อาจมีอาการหอบเหนื่อย ปอดอักเสบ เสียชีวิต และอาจมีอาการที่ระบบอื่นอย่างระบบประสาท 2.ไข้เลือดออก เป็นโรคที่ระบาดหนักมากในช่วงฤดูฝน โดยมีจำนวนผู้ป่วยและเสียชีวิตจากโรคนี้เพิ่มขึ้นทุกปี โรคไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งพบได้ในทุกกลุ่มอายุ อาการของโรคไข้เลือดออกแม้จะไม่รุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจนถึงเสียชีวิตได้ 3. โรค มือ เท้า ปาก โรคนี้พบบ่อยในเด็กเล็ก ติดต่อง่าย ไม่มีวัคซีนป้องกัน และมีโอกาสเป็นเพิ่มมากขึ้นในช่วงหน้าฝน โดยสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส หลังจากรับเชื้อ 3-6 วัน ผู้ติดเชื้อจะเริ่มแสดงอาการป่วย เริ่มด้วยไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย 1-2 วัน เจ็บปาก ไม่ยอมรับประทานอาหาร มีแผลในปากเหมือนแผลร้อนใน มีผื่นเป็นจุดแดงหรือเป็นตุ่มน้ำใสขึ้นตามลำตัว 4.โรคฉี่หนู โรคนี้จัดเป็นโรคที่ยอดฮิตในหน้าฝนเลยก็ว่าได้ เกิดจากเชื้อโรคของหนู อาจจะเกิดการติดต่อโดยตรงหากโดนสัตว์กัด และติดเชื้อทางอ้อม สู่บาดแผล หรืออวัยวะต่างๆตามร่างกาย อาการของโรคฉี่หนู มีไข้สูงฉับพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ตาแดง และอาจมีจุดเลือดตามผิดหนัง 5.อาหารเป็นพิษ เกิดจากการทานน้ำหรืออาหารที่มีสารปนเปื้อนเช่น แบคทีเรียที่ถูกสร้างในอาหาร, น้ำฝนที่ปนเปื้อน, สารเคมี, สารพิษและเชื้อโรค อาการที่พบได้บ่อยๆคือ ท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำ มีไข้และอ่อนเพลีย เราสามารถลด หรือเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคและการติดเชื้อได้ ด้วยการดูแลสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ ที่สำคัญ หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจ และรับการรักษาอย่างตรงจุด
BACK TO SCHOOL
การเตรียมความพร้อมในด้านการส่งเสริมสุขภาพเด็กๆ ใกล้จะเปิดเทอมแล้ว เด็กๆ หลายคนต้องไปโรงเรียน ถึงตอนนี้จะไม่พบโรคระบาดที่ร้ายแรง แต่ก็ยังพบการระบาดของโรคที่มากับฤดูต่างๆอยู่บ้าง เช่นโรคที่มากับหน้าฝน ดังนั้นเราจึงต้องเตรียมความพร้อมก่อนเปิดเทอมให้เด็กๆ ซึ่งนอกจากอุปกรณ์การเรียนที่ต้องพร้อมแล้ว การเตรียมความพร้อมในด้านการส่งเสริมสุขภาพเด็กๆ ก็สำคัญเช่นกัน เพื่อลดอาการเจ็บป่วยต่างๆ ของเด็กๆในช่วงเปิดเทอม เด็กๆและคุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างไปดูกัน สอนเรื่องสุขภาพ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยบอกและสอนให้เด็กๆ เข้าใจเกี่ยวกับโรคต่างๆที่สามารถเกิดขึ้นกับพวกเขาได้ เพื่อให้เด็กๆหลีกเลี่ยงและระมัดระวังตนเองมากขึ้น ล้างมือให้เป็นลักษณะนิสัย คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้เด็กๆ ล้างมือให้ถูกวิธี เพราะการล้างมือที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยง และการแพร่กระจายของโรคติดต่อหลายๆโรค สวมหน้ากากอนามัยอยู่เป็นนิจ คุณพ่อคุณแม่ต้องสอนวิธีการใส่หน้ากากอนามัยให้กับเด็กๆ เลือกและปรับขนาดหน้ากากอนามัยให้เหมาะสมกับเด็กๆ พร้อมทั้งจัดเตรียมหน้ากากอนามัยสำรองไว้ให้เด็กๆ ด้วยในกระเป๋ ส่งเสริมสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ คุณพ่อคุณแม่หมั่นสอนให้เด็กๆ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ออกกำลังกายอยู่สม่ำสมอ และการนอนพักหลับผ่อนให้เพียงพอ ปฎิบัติตามกฏและมาตรการของโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ ต้องแนะนำเด็กๆให้ปฏิบัติตามกฎและมาตรการของโรงเรียนอยู่เสมอ เพื่อสุขอนามัยที่ดีของเด็กๆ และเข้าใจเรียนรู้สังคมภายในโรงเรียนและสังคมรอบข้างได้ดียิ่งขึ้น ระมัดระวังไม่ให้แขนข้างที่จะทำการผ่าตัด ถูกเข็มแทง เจาะเลือด หรือวัดความดัน พาเด็กๆ ไปตรวจเช็กสุขภาพและรับการฉีดวัคซีน การตรวจสุขภาพ และการรับวัคซีนเป็นอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญมากสำหรับเด็กๆ เช่น การฉีควัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพราะ โรคไข้หวัดใหญ่มักเกิดในช่วงหน้าฝน ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กๆเปิดเทอมพอดี จึงแนะนำคุณพ่อคุณแม่พาเด็กๆไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ อย่างไรก็ตามอาการเจ็บปวดต่างๆ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และไม่ได้มีแค่โควิด-19 ที่ต้องระวัง แต่ยังมีโรคติดต่ออื่นๆ ที่สามารถติดเชื้อได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่างๆ เพื่อสอนให้เด็กๆ เข้าใจและรู้จักป้องกัน หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อและก่อให้เกิดโรคได้ ถ้าหากมีอาการเจ็บป่วยขึ้นมาควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อเข้าพบแพทย์และรับการรักษาทันที เพื่อสุขภาพที่ดีของเด็กๆ





