กายภาพบำบัด (Physical therapy: PT)
กายภาพบำบัด (Physical therapy: PT) กายภาพบำบัด (Physical therapy: PT) เป็นการฟื้นฟู และเสริมสร้างความสามารถในการใช้ร่างกายด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น การดึง นวด ประคบ ร่วมกับการบริหารร่างกายสำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ มีอาการปวด หรือได้รับผลข้างเคียงจากอาการเจ็บป่วยจนทำกิจวัตรประจำวันได้ไม่เต็มที่ อาการแบบไหนควรทำกายภาพบำบัด ผู้ป่วยหลังผ่าตัด เช่น ผ่าตัดเข่า ผ่าตัดสะโพก อาการชา จากการถูกกดทับของเส้นประสาท ผู้ที่มีอาการปวดทางระบบกระดูก และกล้ามเนื้อ เช่น ปวดคอ บ่า หลัง เข่า ผู้ที่มีภาวะข้อติด เช่น ข้อไหล่ติด นิ้วล็อค ผู้ที่มีกล้ามเนื้ออ่อนแรง อัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ที่ปัญหาการทรงตัว และ การเดิน โดยสรุปแล้ว การทำกายภาพบำบัดไม่จำเป็นต้องรอให้แพทย์เป็นผู้สั่ง หากมีอาการปวดจากการใช้งานอวัยวะต่างๆ ผิดท่า ก็สามารถมาใช้บริการกายภาพบำบัดได้เช่นกัน แต่หากมีอาการป่วยรุนแรง หรือบาดเจ็บหนัก ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาก่อน และอาจทำกายภาพบำบัดควบคู่กัน เพื่อฟื้นฟูได้เมื่อแพทย์อนุญาต
แนวทางการจัดการเด็กก้าวร้าว
แนวทางการจัดการเด็กก้าวร้าว เด็กแต่ละวัย มีการแสดงออกของการก้าวร้าวไม่เหมือนกัน วัยทารก : จะแสดงออกเมื่อไม่ได้รับการตอบสนองความต้องการทางร่างกาย เช่น หงุดหงิด หิว หรือรู้สึกไม่สบายตัว ก็จะร้องไห้ทันที วัยเตาะแตะ : จะแสดงความต่อต้านโดยการลงไปนอนดิ้นกับพื้น กัดตัวเอง หรือทุบตีพ่อแม่ วัยอนุบาล : จะแสดงความก้าวร้าวออกมาทางคำพูด อาจมีคำพูดหยาบคาย หรือคำพูดทำให้พ่อแม่เสียใจ เช่น ให้แม่ไปไกลๆ ไม่รักแม่แล้ว เป็นต้น ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ ควรรู้จักกลไกการเกิดความก้าวร้าว วิธีการจัดการ และการป้องกันพฤติกรรมของเด็กดื้อ เอาแต่ใจ ก้าวร้าวอาละวาด เพื่อช่วยปรับพฤติกรรมของเด็กให้ดีขึ้น กลไกการเกิดความก้าวร้าวในเด็ก เลียนแบบพฤติกรรมทั้งจากบุคคลในครอบครัว โรงเรียน สังคมใกล้ชิด และสื่อต่างๆ ขาดการเรียนรู้และฝึกฝนให้ควบคุมอารมณ์โกรธด้วยวิธีที่เหมาะสม เด็กที่ต้องเผชิญกับความก้าวร้าวบ่อยๆ จะเกิดความกลัวจึงพยายามต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเอง และใช้ความก้าวร้าวในการแก้ปัญหา แนวทางการจัดการขณะเด็กกำลังก้าวร้าวอาละวาดในเด็กวัยเตาะแตะ พ่อแม่ควรสงบสติอารมณ์ตัวเองให้ได้ก่อน ไม่ควรจัดการปัญหาขณะมีอารมณ์โกรธเพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง หากยังระงับอารมณ์ตนเองไม่ได้ ให้แยกตัวออกมาจากสถานการณ์ตรงหน้าก่อน เมื่อควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีแล้ว จึงค่อยจัดการปัญหานี้ ไม่ควรลงโทษเด็กขณะกำลังร้องอาละวาด เบี่ยงเบนความสนใจของเด็ก เช่น หาของเล่นที่มีสีสันสดใสและมีเสียงดังมาช่วยเบี่ยงเบนความสนใจ หรือชวนเด็กไปทำกิจกรรมอื่นแทน ยิ่งเด็กเล็กจะยิ่งเบี่ยงเบนได้เร็วและง่ายขึ้น หยุดพฤติกรรมทันทีเมื่อมีการทำร้ายตัวเอง ทำร้ายคนอื่น หรือทำลายข้าวของ ให้พ่อแม่ช่วยล็อคตัวเด็ก โดยจับแขนของเด็กไพล่หลัง เอาหลังเด็กชนกับหน้าอกของพ่อแม่ ล็อคไว้จนกว่าเด็กจะสงบ หรืออาจใช้วิธีเข้ามุมในเด็กโต หลีกเลี่ยงการตามใจเพื่อหยุดการร้องอาละวาด เพราะเด็กจะเรียนรู้ว่าวิธีนี้ทำให้ตนเองได้สิ่งที่ต้องการ การเพิกเฉย ใช้ในกรณีการร้องอาละวาดที่ไม่รุนแรง เช่น ร้องไห้ เตะขา กรีดร้อง พูดหยาบคาย หรือมีคำพูดที่ทำให้ไม่สบายใจ ให้พ่อแม่ยืนดูเฉยๆ อยู่ใกล้ๆ ไม่ต้องพูดอะไร รอจนกว่าเด็กจะสงบจึงเข้าไปกอด ปลอบและพูดคุยถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและวิธีแก้ไขหากมีครั้งต่อไป ควรพยายามหลีกเลี่ยงการให้ความสนใจทั้งทางบวกและทางลบ ควรทำด้วยความสม่ำเสมอ ไม่ลังเลกับคำสั่ง/กฎที่พ่อแม่ตั้งไว้ เพราะจะยิ่งทำให้เด็กสับสนว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้
เช็กความพร้อม เพื่อลดความเสี่ยง เกิดอาการป่วยในขณะเดินทาง ไปต่างประเทศ
เช็กความพร้อม เพื่อลดความเสี่ยง เกิดอาการป่วยในขณะเดินทาง ไปต่างประเทศ หากเราสุขภาพไม่แข็งแรง ย่อมเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย ทั้งนี้อาจมีอาการที่รุนแรงมากกว่าคนทั่วไป หรือถ้าเราเป็นโรคติดต่อบางอย่าง ที่เป็นโรคต้องห้ามในการเข้าประเทศนั้นๆ ก็จะเป็นอุปสรรคสำคัญในการเดินทางเข้าประเทศ หรือหากเข้าประเทศได้แล้วมีอาการก็จะเป็นปัญหาเรื่องการรักษาพยาบาลที่ไม่สะดวกเหมือนอยู่ในประเทศไทย ดังนั้น เราควรต้องศึกษาก่อนว่า ประเทศที่เราจะเดินทางไปนั้น มีโรคต้องห้ามหรือมีโรคระบาด ที่ต้องระวังเป็นพิเศษหรือไม่ เพื่อที่เราจะได้เข้ารับการตรวจสุขภาพเบื้องต้นให้ตรงกับโรคต้องห้าม หรือโรคที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงของประเทศนั้นๆ รวมถึงหาทางป้องกัน เช่น การฉีดวัคซีนล่วงหน้าเพื่อจะได้มีภูมิคุ้มกันก่อนเดินทาง เป็นต้น อาการและโรคที่ต้องระวังเมื่อเดินทางไกลบ้านหรือไปต่างประเทศ Acute Mountain Sickness หรือ High Altitude Sickness เป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้จากความกดดันอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างมากเมื่อขึ้นสู่ที่สูง ซึ่งโดยทั่วไปต้องสูงกว่า 2,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล อาการเบื้องต้นที่พบบ่อยคือ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน นอนไม่หลับ เหนื่อยหอบ หากลงจากที่สูงแล้ว 1-2 วัน อาการยังไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์ Jet Lag เป็นอาการชั่วคราวที่เกิดขึ้นกับผู้โดยสารเครื่องบินที่ต้องเดินทางข้ามเขตเวลา (Time Zones) ทำให้สมองสับสนกับเวลา และปรับกิจวัตรให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ที่มีเวลาต่างกันไม่ทัน อาการที่พบบ่อยคือ นอนไม่หลับ เพลีย เวียนศีรษะ ขาดสมาธิ และระบบทางเดินอาหารแปรปรวน ท้องเสียหรือท้องผูก การออกไปรับแสงแดดยามเช้าสัก 30 นาทีในทุกๆ วัน จะช่วยให้อาการดีขึ้นได้ ท้องเสีย นับเป็นปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในหมู่นักเดินทาง มักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือโปรโตซัวที่ปนเปื้อนมากับอาหารหรือน้ำดื่ม รวมถึงการกินอาหารแปลกๆ ที่แตกต่างไปจากที่ร่างกายคุ้นเคย ก็ทำให้ท้องเสียได้เช่นกัน คลื่นไส้ วิงเวียน มักเกิดในขณะนั่งรถ เรือ หรือเครื่องบิน และแม้แต่การเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุก หากเรารู้ตัวว่ามักมีอาการเหล่านี้ขณะเดินทาง ควรกินยาป้องกันไว้ก่อน ไข้มาลาเรีย (Malaria) เกิดจากเชื้อไวรัสที่มียุ่งก้นปล่องเป็นพาหะ ที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อไข้มาลาเรียแล้วกว่า 350-500 ล้านคนทั่วโลก และปัจจุบันยังมีการระบาดในทวีปแอฟริกา อเมริกากลาง อเมริกาใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยก็ยังพบได้ในพื้นที่ป่าเขา น้ำตก และชายแดนแถบจังหวัดกาญจนบุรี ตาก ราชบุรี เพชรบุรี อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ไข้เหลือง (Yellow Fever) เกิดจากเชื้อไวรัสที่มียุงเป็นพาหะ อาการที่เด่นชัดคือตัวเหลืองตาเหลืองหรือดีซ่าน ปวดศีรษะ มีไข้สูง โรคนี้พบมากในทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกาใต้ และแถบทะเลแคริบเบียน ไข้กาฬหลังแอ่น เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria meningitidis ที่ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง เป็นความเสี่ยงสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปยังทวีปแอฟริกา ซึ่งครอบคลุมกว่า 21 ประเทศ ตั้งแต่ประเทศเซเนกัลไปทางตะวันออก ไปจนถึงประเทศเอธิโอเปีย ไทฟอยด์ หรือ ไข้รากสาดน้อย เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Salmonella Typhi ที่ปนเปื้อนมาในอาหารหรือน้ำดื่ม อาการสำคัญคือมีไข้สูง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร แน่นท้อง ท้องผูก และตามมาด้วยท้องเสีย หากไม่ได้รับการรักษาจะมีไข้นาน 2-3 สัปดาห์
คุณรู้หรือไม่? การล้มหัวฟาดพื้น ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ
คุณรู้หรือไม่? การล้มหัวฟาดพื้น ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ คุณรู้หรือไม่? การล้มหัวฟาดพื้น ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ ได้ดังนี้ 1. บาดเจ็บที่ศีรษะและสมอง: การล้มหัวฟาดพื้น อาจทำให้เกิดบาดเจ็บที่ศีรษะและสมอง ซึ่งอาจร้ายแรงที่ต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ทันที เช่น อาจเกิดการสั่นสะเทือนสมอง (concussion) หรือบาดเจ็บสมองที่รุนแรงกว่านั้น 2. กระดูกแตกหรือหัก: การได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะหรือกระดูกส่วนอื่นของร่างกาย อาจทำให้เกิดการหักหรือแตกได้ 3. ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ: การล้มหัวฟาดพื้น อาจทำให้กล้ามเนื้อถูกบาดเจ็บ ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อย และอาจใช้เวลาในการฟื้นตัว 4. โรคต่อเนื่องระยะยาว: บางครั้งการล้มหัวฟาดพื้น อาจทำให้เกิดการเป็นโรคในระยะยาวได้ เช่น ข้อเสื่อม หรือปัญหาเกี่ยวกับระบบกระดูกและข้อต่อ ซึ่งในช่วงนี้ฝนตกบ่อย น้ำท่วมขัง พื้นลื่น ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุลื่นล้ม หัวฟาดพื้นได้ ราชเวชอุบลฯ จึงขอแนะนำวิธีป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุดังกล่าว ดังนี้ 1. ปรับแต่งสภาพแวดล้อม: ลดการเกิดสภาวะที่ทำให้พื้นลื่นไถล ทำความสะอาดพื้นไม่ให้เปียกหรือเกิดคราบตะไคร่น้ำ คราบเชื้อรา, ปรับพื้นที่ให้ลาดเอียงไม่ให้น้ำท่วมขัง, เพิ่มแสงสว่างในพื้นที่ให้เพียงพอ, ห้องน้ำควรแยกพื้นที่ส่วนเปียกคือบริเวณอาบน้ำและพื้นที่ส่วนแห้งคือบริเวณล้างมือและโถสุขภัณฑ์, ไม่เอาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่ ที่เสี่ยงต่อเกิดอุบัติเหตุลื่นล้ม 2. เลือกใช้รองเท้าที่เหมาะสม: ใช้รองเท้าที่มีพื้นด้านล่างเป็นลายยางหรือวัสดุที่มีความยึดเหนียว เพื่อลดความเสี่ยงในการลื่นไถลบนพื้นเปียกหรือลื่น 3. การใช้อุปกรณ์ช่วย: หากมีปัญหาทางการเดิน การใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น ไม้เท้ากันไถล อาจช่วยในการป้องกันการล้ม 4. ออกกำลังกายเพื่อเสริมกล้ามเนื้อ: การออกกำลังกายเพื่อเสริมกล้ามเนื้อ ทั้งเสริมกล้ามเนื้อขาและลำตัว จะช่วยให้ร่างกายมีความสมดุลและยึดตัวได้ดีขึ้น 5. การดูแลสุขภาพทางสมอง: ความไม่สมดุลทางระบบประสาทและสมอง อาจเป็นสาเหตุให้เกิดการล้มได้ ดังนั้นการดูแลสุขภาพทางประสาทและสมองจึงสำคัญ 6. การตรวจสุขภาพประจำปี: เพื่อจะได้รู้ว่ามีโรคประจำตัวที่เสี่ยงทำให้เกิดการล้มหัวฟาดพื้นหรือไม่ จะได้ระมัดระวังและรักษาอาการที่เป็น และลดอุบัติเหตุได้ ทั้งนี้ หากคุณหรือคนที่คุณรัก ได้รับบาดเจ็บจากการล้มหัวฟาดพื้น ควรพบแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม หากมีอาการรุนแรง เช่น เลือดออกจากหู มีอาการสับสน เจ็บแน่นทรวงอก เหนื่อยหอบ หรืออาการคันตามตัว ควรรีบพบแพทย์ทันที
โรคหู คอ จมูก (Ear, Nose, and Throat – ENT)
โรคหู คอ จมูก (Ear, Nose, and Throat – ENT) ที่พบบ่อยในหน้าฝนส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในช่วงนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อม โรคที่พบบ่อยในหน้าฝนได้แก่ 1. ภูมิแพ้ – หน้าฝนอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง ทำให้เกิดอาการแพ้ต่อสิ่งที่เกิดจากอากาศภายนอก เช่น ฝุ่น สปอร์ หรือแมลง 2. จมูกอักเสบและคัดจมูก – การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศหนาว หรือความชื้นสูงในช่วงหน้าฝนอาจทำให้เกิดอาการอักเสบจมูกและคัดจมูกได้ 3. การติดเชื้อทางเดินหายใจ – อาจเกิดการติดเชื้อในทางเดินหายใจ ที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ ที่มักแพร่กระจายในช่วงฤดูฝน อาการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นไม่เท่ากันกับทุกคน หากมีอาการไม่ดี หรือมีอาการเกิดขึ้นเรื่อยๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม
ดูแลระบบทางเดิน อาหาร ให้มีสุขภาพที่ดีได้อย่างไร?
ดูแลระบบทางเดิน อาหาร ให้มีสุขภาพที่ดีได้อย่างไร? การดูแลระบบทางเดิน อาหาร ให้มีสุขภาพที่ดีทำได้ไม่ยาก โดยหลักๆแล้ว เราสามารถทำได้ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดังนี้ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ช่วยป้องกันอาการท้องผูก รับประทานอาหารช้าๆ ช่วยให้กระเพาะอาหารมีเวลาในการย่อยอาหารมากขึ้นและยังทำให้ไม่รับประทานอาหารมากจนเกินไป ลดความเสี่ยงภาวะน้ำหนักเกินและโรคเบาหวาน รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ อาหารที่มีใยอาหารประเภทพรีไบไอติกส์ (prebiotics fiber) ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและการทำงานของจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ในลำไส้ อาหารที่อุดมด้วยพรีไบโอติกส์มีหลายอย่าง เช่น แอสพารากัส กล้วย กระเทียม หัวหอม ถั่วเหลืองและถั่วแดง หลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำตาลและน้ำตาลเทียมมากเกินไป เพราะทำให้จุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหารไม่สมดุล (dysbiosis) เมื่อจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหารไม่สมดุล จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคลำไส้แปรปรวน (IBS) โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคอ้วนและโรคทางระบบประสาทส่วนกลาง (central nervous system disorders) ได้ ไม่สูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งหลายชนิด รวมถึงมะเร็งลำไส้และมะเร็งทวารหนัก หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์มีความเชื่อมโยงต่อโรคมะเร็งลำไส้และทวารหนัก ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายช่วยควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ภาวะน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วนทำให้มีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งลำไส้หรือมะเร็งทวารหนักมากขึ้น ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะใช้เอง ควรให้แพทย์เป็นผู้สั่งยา เนื่องจากยาปฏิชีวนะอาจทำลายจุลินทรีย์ชนิดดีที่ช่วยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างสมดุล จัดการกับความเครียด ความเครียดแม้เพียงเล็กน้อยสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพระบบทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นความเครียดทางด้านจิตใจ ร่างกายหรือสภาพแวดล้อม รวมถึงการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ควรฝึกเทคนิคในการจัดการกับความเครียดเช่น การทำสมาธิ โยคะ ฝึกการหายใจเข้าลึกๆ และนอนหลับอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อวัน สร้างอุปนิสัยการนอนที่ดีด้วยกรเข้านอนและตื่นนอนในเวลาเดิมทุกวัน





