วันวัณโรคสากล

“24 มีนาคม วันวัณโรคสากล” โรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี ร่วมกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมรณรงค์ “YES WE CAN END TB” “ยุติวัณโรคเราทำได้”

เส้นฟอกไตหรือเส้นฟอกเลือดการดูแลตนเองหลังผ่าตัดเส้นฟอกไต

เส้นฟอกไต หรือเส้นฟอกเลือด เส้นฟอกเลือดที่แขนชนิดเส้นเลือดจริง(AVF) เส้นฟอกเลือดที่แขนชนิดเส้นเลือดจริง เป็นการผ่าตัดทำทางเชื่อมระหว่างหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ ทำให้หลอดเลือดดำมีการปรับตัวขยายขนาด มีเลือดไหลเวียนมากขึ้น ข้อดี : อายุการใช้งานยาวนาน >2ปี และโอกาสติดเชื้อน้อยข้อเสีย : หลังทำแล้วต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ จึงสามารถฟอกไตได้ และมีผู้ป่วยประมาณ 20-40% ที่ไม่สามารถใช้หลอดเลือดธรรมชาติฟอกไตจากหลอดเลือดดำขนาดใหญ่ไม่เพียงพอ เส้นฟอกไตโดยใส่สายระยะยาว (Perm cath) เส้นฟอกไตโดยใส่สายระยะยาว เป็นการใส่สายขนาดใหญ่ไปในหลอดเลือดดำใหญ่ เพื่อให้สามารถนำเลือดปริมาณมากเข้าเครื่องฟอกหรือเครื่องไตเทียมได้รวดเร็วข้อดี : สามารถใช้ได้ทันทีหลังใส่สายเสร็จข้อเสีย : ถ้าใช้ไปนานๆ จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเส้นเลือดดำใหญ่อุดตัน และมีโอกาสติดเชื้อง่ายกว่าชนิดอื่น การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดเส้นฟอกไต ● ตรวจร่างกาย และตรวจอัลตราซาวด์เพื่อประเมินความพร้อมของหลอดเลือด ก่อนผ่าตัด● ในระหว่างรอจนถึงวันผ่าตัด แนะนำให้ผู้ป่วยควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โดยการรับประทานยาให้สม่ำเสมอเพื่อป้องกัน● ในกรณีผู้ป่วยรับประทานยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาละลายลิ่มเลือดจำเป็นต้องงดยาก่อนผ่าตัดควรปรึกษาแพทย์ก่อน● ในบางรายแพทย์จะใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยในการตรวจหาหลอดเลือดก่อนผ่าตัด● ห้ามลบรอยปากกาที่เขียนบนแขนของท่าน● ระมัดระวังไม่ให้แขนข้างที่จะทำการผ่าตัด ถูกเข็มแทง เจาะเลือด หรือวัดความดัน● ควรบริหารเส้นเลือดข้างที่จะทำเส้นฟอกไตด้วยการบีบและคลายลูกบอลสลับไปมาครั้งละ 10-15นาที เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือด● ไม่ต้องงดน้ำ งดอาหาร การดูแลตนเองหลังผ่าตัดเส้นฟอกไต ● ควรสังเกตว่า หลังผ่าตัดมีเลือดออกมาผิดปกติหรือไม่ ถ้าผิวหนังบริเวณผ่าตัดบวมโป่งหรือมีเลือดซึมไม่หยุด ควรปรึกษาแพทย์● ในช่วงเวลา 7 วันแรกของการผ่าตัด โดยทั่วไปจะได้ยาปฏิชีวนะแบบรับประทาน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ แต่หากมีอาการบวมแดงร้อน กดเจ็บพร้อมกับมีไข้แผลอาจมีการติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์● ระวังไม่ให้แผลผ่าตัดเปียกน้ำ 7-14 วัน หรือจนกว่าจะตัดไหม● ควรยกแขนสูงโดยเฉพาะ 2-3 วันแรกหลังผ่าตัด เพื่อป้องกันไม่ให้มีเลือดหรือน้ำเหลืองคั่งใต้ผิวหนังรอบๆ แผลผ่าตัด● ควรออกกำลังกายฝ่ามือ แขน โดยวิธีกำลูกเทนนิส หรือ ลูกบอลลูกเล็กๆ เป็นจังหวะ (กำ-เกร็ง-ปล่อย) ประมาณ500 ครั้ง/วัน● ระวังอย่าให้แผลที่ผ่าตัดไปกระทบกระแทกของแข็งหรือของมีคม ระวังการทำกิจกรรมต่างๆ ที่อาจส่งผลกดทับเส้นเลือด● ห้ามเจาะเลือด ห้ามวัดความดัน และห้ามแทงเข็ม เพื่อให้น้ำเกลือหรือยาบริเวณแขนข้างที่ทำการผ่าตัด

เชื้อ HPV 4 สายพันธุ์เชื้อไวรัส HPV คืออะไร?

HPV 4 สายพันธุ์ วัคซีน HPV คืออะไร?       วัคซีน HPV คือ วัคซีนที่ใช้ป้องกันเชื้อไวรัส HPV (Human Papilloma Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกในเพศหญิง รวมถึงโรคหูดหงอนไก่และมะเร็งทวารหนักในผู้ชาย วัคซีน HPV 2 สายพันธุ์ 4 สายพันธุ์ ต่างกันอย่างไร?  ไวรัส HPV ทั้งหมดมีมากกว่ากว่า 100 สายพันธุ์ ประมาณ 40 สายพันธุ์ส่งผลต่ออวัยวะสืบพันธุ์      – วัคซีน HPV 2 สายพันธุ์ (Bivalent vaccine: Cervarix) คือ วัคซีนที่ป้องกันเชื้อไวรัส HPV ได้ 2 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก      – ส่วนวัคซีน HPV 4 สายพันธุ์ (Quadrivalent vaccine: Gardasil ) คือ วัคซีนที่ป้องกันเชื้อไวรัส HPV ได้ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ 6, 11, 16 และ 18 ซึ่งสายพันธุ์ 6 และ 11 ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ วัคซีน HPV ฉีดตรงไหน ฉีดกี่ครั้ง?   การใช้วัคซีน HPV จะฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน      – เด็กช่วงอายุ 9-14 ปีควรได้รับวัคซีน 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างแต่ละเข็มที่ 6 เดือน      – หากอายุ 15 ปีขึ้นไป ควรได้รับวัคซีน 3 เข็ม ที่ 0, 1 และ 6 เดือน ฉีดวัคซีน HPV ได้ ไม่ต้องตรวจภายในก่อน       – ไม่จำเป็นต้องตรวจภายในก็ฉีดวัคซีน HPV ได้เลย แต่หากติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ใดไปแล้ว การฉีดวัคซีนไม่สามารถช่วยรักษาหรือป้องกันการเกิดโรคจากไวรัสชนิดนั้นๆ ได้ ทำได้เพียงป้องกันเชื้อสายพันธุ์ที่ยังไม่ติดเท่านั้น      – ดังนั้นเพื่อให้วัคซีนมีประสิทธิภาพสูงสุด ควรฉีดก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9-26 ปี เมื่ออายุเกิน 26 ปีไปแล้วอาจไม่ได้ผลนัก สามารถปรึกษาแพทย์ดูก่อนได้ว่าควรรับวัคซีนหรือไม่      – อย่างไรก็ตาม วัคซีนสามารถป้องกันเชื้อได้เพียงบางสายพันธุ์ ดังนั้นคุณจึงยังมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูกได้จากเชื้อ HPV สายพันธุ์อื่นๆ ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอเมื่ออายุ 25 ปีขึ้นไปเป็นทางหนึ่งที่ช่วยค้นหาเชื้อตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อการรักษาอย่างทันท่วงที …

เชื้อ HPV 9 สายพันธุ์เชื้อไวรัส HPV คืออะไร?

HPV 9 สายพันธุ์ เชื้อไวรัส HPV คืออะไร?         เชื้อไวรัส HPV หรือ Human Papillomavirus เป็นเชื้อไวรัสที่มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ แต่มีประมาณ 40 สายพันธุ์ ที่ก่อให้เกิดโรคในมนุษย์ ที่รู้จักกันดีคือ HPV สายพันธุ์ 6 และ 11 ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหูดหงอนไก่ หรือ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์และทวารหนัก ปัจจุบันยังไม่มียาหรือวิธีการใดๆ ที่ใช้รักษาการติดเชื้อไวรัส HPV แต่เราสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสนี้ได้ด้วยการฉีดวัคซีน HPV โดยวัคซีนที่มีจำหน่ายในประเทศไทยแต่เดิมมีด้วยกัน 2 ชนิด ได้แก่      – วัคซีน HPV ชนิด 2 สายพันธุ์ (ครอบคลุมสายพันธุ์ 16 และ 18)      – วัคซีน HPV ชนิด 4 สายพันธุ์ (ครอบคลุมสายพันธุ์ 6, 11, 16 และ 18)เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่าในปี พ.ศ. 2563 นี้ ประเทศไทยเราจะมีวัคซีน HPV ตัวใหม่เข้ามาจำหน่ายในท้องตลาด คือ วัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์ ที่สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV ได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง วัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์ คืออะไร?         วัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์ (Human Papillomavirus 9-valent Vaccine) เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตายที่พัฒนามาจากวัคซีน HPV ชนิด 4 สายพันธุ์ ใช้สำหรับป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV 9 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58 ในผู้หญิงและผู้ชาย ที่มีอายุตั้งแต่ 9 ถึง 45 ปี วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์กับการป้องกันโรค วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคร้ายได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง มีรายละเอียดดังนี้วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์กับการป้องกันโรคในผู้หญิง   ในผู้หญิงอายุ 9-45 ปี วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ ช่วยป้องกันโรคดังนี้      – มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับที่ 2 ในผู้หญิงไทย    …

การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้นและส่วนปลาย

การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น(Upper Gastrointestinal Endoscopy Esophagogastroduodenoscopy)       – เทคนิคพิเศษที่จะตรวจหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กส่วนต้น โดยจะใช้กล้องที่มีลักษณะยาว เล็ก และโค้งงอได้ ซึ่งแพทย์จะใส่สายยางเล็กที่มีเลนส์และแสงไฟสว่างที่ปลาย ส่องกล้องเข้าทางปาก โดยภาพจะปรากฏบนจอโทรทัศน์ ให้คุณภาพคมชัด และชัดเจน แม่นยำมากกว่าการเอกซเรย์ และหลังจากส่องตรวจเสร็จสามารถทราบผลการตรวจได้ทันที      – การส่องกล้องจะทำให้เห็นเยื่อบุกระเพาะ เพื่อดูการอักเสบ ดูแผลในกระเพาะ ดูเนื้องอก นอกจากนั้นยังสามารถตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา หาเซลล์มะเร็ง , เพาะเชื้อเพื่อหาเชื้อแบคทีเรีย ร่วมไปถึงการส่องกล้องเพื่อรักษาห้ามเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้นได้ เพราะอะไรถึงต้องส่องกล่องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น ?   แพทย์จะใช้การส่องกล้องเพื่อตรวจสาเหตุของโรคหรืออาการดังต่อไปนี้      – ปวดท้องช่วงบนของท้อง ปวดบริเวณลิ้นปี่ ปวดเป็นๆหายๆ โดยเฉพาะในกรณีที่ปวดมานานกว่า 1-2 สัปดาห์      – อาเจียนโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ      – กลืนอาหารลำบาก , จุกแน่นคอ      – ท้องอืด มีลมในท้องมาก เรอบ่อย รับประทานอาหารได้น้อย หรืออาจมีอาการคลื่นไส้ หรืออาเจียนร่วมด้วย      – เลือดออกทางเดินอาหาร : อาเจียนเป็นเลือด,ถ่ายอุจจาระมีสีดำหรือมีเลือดปนหรือโลหิตจางซึ่งอาจจะมีแผลเลือดออกในกระเพาะอาหารโดยอาจจะไม่มีอาการปวดท้องร่วมด้วย ควรเตรียมตัวอย่างไรบ้างก่อนมาตรวจ ?       1. ห้ามรับประทานอาหาร และดื่มน้ำทุกชนิดก่อนมารับการตรวจ อย่างน้อย 6-8 ชม. ก่อนตรวจ ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่ากระเพาะอาหารว่างเปล่า ซึ่งทำให้สามารถมองเห็นได้ชัดเจน และ       ป้องกันอันตรายที่เกิดจากการสำลักอาหารและน้ำเข้าไปในหลอดลมขณะที่กลืนกล้องลงสู่ลำคอและระหว่างส่องกล้อง      2. ในรายที่มีฟันปลอมถอดได้ ต้องถอดออก หรือมีฟันโยกจะต้องแจ้งแพทย์ให้ทราบ เพื่อป้องกันการหลุดและอุดกลั้นทางเดินหายใจ      3. แนะนำให้คนไข้ไม่ควรสวมเครื่องประดับติดตัวมา      4. ควรมีญาติมาด้วย หากในรายที่แพทย์พิจารณาให้ฉีดยาคลายกังวลหลังจากตรวจไม่ควรขับรถด้วยตนเอง      5. ถ้ามีโรคประจำตัว ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ ในบางกรณีแพทย์อาจจะพิจารณาให้งดยาละลายลิ่มเลือดก่อนส่องกล้อง อย่างน้อย 3-7 วัน อะไรจะเกิดขึ้นบ้างกับตัวท่านบ้าง ขณะได้รับการตรวจ ?     1. เมื่อถึงห้องตรวจผู้ป่วยจะได้รับการพ่นยาชาที่คอ สามารถกลืนลงไปได้เลยโดยไม่เป็นอันตราย ซึ่งจะทำให้ลำคอหมดความรู้สึกเจ็บชั่วคราว ประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง ผู้ป่วย       บางรายอาจจะรู้สึกแสบในลำคอช่วงแรกๆของการพ่นยา หากผู้ป่วยบางรายมีอาการหวาดกลัว กระสับกระส่าย แพทย์อาจจะต้องพิจารณาให้ยาคลายกังวล หรือยาแก้ปวดทางหลอดเลือดดำ      2. ขณะส่องกล้องจะต้องให้นอนตะแคงซ้าย หลังจากจะใส่ที่กันกัดกล้องให้ผู้ป่วยกัดไว้ในปาก ซึ่งจะมีรูเปิดไว้สำหรับให้กล้องผ่านลงไปได้      3. หลังจากนั้นแพทย์จะทำการส่องกล้อง โดยจะผ่านจากปากเข้าไปในลำคอ โดยผู้ป่วยจะต้องกลืนกล้อง เพื่อให้สู่หลอดอาหาร หากมีน้ำลายควรปล่อยไหลออกมา ห้ามกลืนเพราะอาจจะเกิดการสำลักได้ ซึ่งขณะส่องกล้องแนะนำให้ผู้ป่วยผ่อนลมหายใจเข้าออก เพื่อบรรเทาอาการแน่นอึดอัดท้อง จะใช้เวลาส่องตรวจประมาณ 10-15 นาที การปฏิบัติตัวหลังได้รับการส่องตรวจ ?       1. …

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจโรคเบาหวาน

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจโรคเบาหวาน การเตรียมตัวก่อนการตรวจสุขภาพ 1. ก่อนการตรวจสุขภาพ – ไม่ควรอดนอน ดื่มสุรา หรือกาแฟ ในคืนก่อนตรวจสุขภาพ เนื่องจากจะทำให้ความดันโลหิตสูงกว่าที่เป็นจริง – ควรใส่เสื้อผ้าที่พับแขนเสื้อขึ้นได้สะดวก ไม่รัดแน่น เพื่อความสะดวกในการเจาะเลือด 2. การอดอาหารก่อนการตรวจสุขภาพ – งดอาหารและน้ำอย่างน้อย 12 ชม. หากกระหายน้ำหรือหิวมากให้จิบน้ำเปล่าได้เพียงเล็กน้อย – หลังการเจาะเลือดแล้ว สามารถดื่มน้ำและรับประทานอาหารได้ทันที จากนั้นเข้ารับการตรวจรายการต่อไป 3. เมื่อเจาะเลือดเสร็จแล้ว – ควรกดบริเวณที่เจาะเลือดไว้อย่างน้อย 5-10 นาที ไม่คลึง หรือนวดบริเวรที่เจาะเลือด เพราะอาจทำให้เส้นเลือดแตกได้– ในกรณีมีรอยช้ำเขียวบริเวณที่เจาะเลือด อาจเกิดจากเส้นเลือดแตก รอยช้ำเขียวกล่าวจะหายได้เองภายใน 1 – 2 สัปดาห์ อาจทายาแก้ฟกช้ำ เช่น ฮีรูดอยด์ แต่ไม่ควรนวดคลึงบริเวณที่เส้นเลือดแตก 4. การเก็บปัสสาวะ – ให้ถ่ายปัสสาวะช่วงแรกทิ้งไปก่อนจึงเก็บปัสสาวะในช่วงกลาง (Mid Stream) – สุภาพสตรีที่อยู่ในช่วงมีประจำเดือนไม่ควรตรวจ ปัสสาวะหรือถ้าต้องตรวจกรุณาแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ COVID-19

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ COVID-19 (Q & A COVID-19) Q: อาการของโรคโควิด-19 มีอะไรบ้าง ?A: องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ชี้ว่า อาการของโรคประกอบไปด้วย การมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อาการไอลักษณะแห้งๆ หายใจไม่สะดวก หายใจถี่ บางรายอาจมีอาการท้องเสีย ไปจนถึงอาการที่หนักขึ้น อย่างเช่น อาการปอดบวม อาการทางเดินหายใจผิดปกติเฉียบพลัน Q: ใครต้องตรวจโควิด-19 บ้าง ?A: ผู้ที่จะต้องเข้ารับการตรวจโควิด-19 ต้องเป็น “ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์” คือ มีอาการและประวัติเสี่ยง ได้แก่ มีไข้ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป ร่วมกับอาการระบบทางเดินหายใจเช่น ไอ น้ำมูก เจ็บคอ ไม่ได้กลิ่น หายใจเร็ว หรือ หายใจลำบาก อย่างใดอย่างหนึ่ง และมีประวัติเสี่ยงในช่วง 14 วันก่อนมีอาการ อย่างใดอย่างหนึ่งได้แก่ * เดินทางไปหรือมาจากประเทศ หรืออยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงที่มีรายงานการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 * ประกอบอาชีพสัมผัสกับนักท่องเที่ยว สถานที่แออัด หรือติดต่อกับคนจำนวนมาก * ไปในสถานที่ชุมชน หรือสถานที่ที่มีการรวมกลุ่มคน เช่นตลาดนัด ห้างสรรพสินค้า สถานพยาบาล ขนส่งสาธารณะ * ผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อโควิด-19 โดยไม่ได้ใส่อุปกรณ์ป้องกันตนเองที่เหมาะสม * บุคลากรทางการแพทย์ที่มีอาการระบบทางเดินหายใจเช่น ไอ น้ำมูก เจ็บคอ ไม่ได้กลิ่น หายใจเร็ว หรือ หายใจลำบาก อย่างใดอย่างหนึ่ง และหรือมีประวัติไข้ตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป ซึ่งแพทย์ผู้ตรวจรักษาสงสัยว่าเป็นCOVID-19 * ผู้ป่วยปอดอักเสบที่แพทย์ผู้ตรวจรักษาสงสัยว่าเป็นCOVID-19 Q: ตรวจโควิด-19 ได้ที่ไหนและใช้สิทธิอะไรได้บ้าง ?A: สำหรับผู้ที่เข้าเกณฑ์ ในกรณีของประเทศไทย สามารถไปตรวจตามโรงพยาบาลตามสิทธิประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) หรือประกันสังคมได้ฟรี และหากพบว่าติดเชื้อก็จะรักษาฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ แต่กังวลว่าตัวเองอาจติดเชื้อและต้องการตรวจโดยที่แพทย์ไม่ได้วินิจฉัยให้ตรวจก็สามารถตรวจได้โดยเสียค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งทางห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี เป็นหนึ่งในห้องปฏิบัติการที่ผ่านการรับรองและประกาศให้เป็นห้องปฏิบัติการเครือข่ายตรวจ SARS-CoV-2 (COVID-19)จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ Q: การตรวจหาเชื้อโควิด-19 คืออะไรA: เป็นการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อวินิจฉัยโรคโควิด-19 จากสารคัดหลั่งทางเดินหายใจส่วนบน ส่วนล่าง ของผู้สงสัยติดเชื้อโควิด-19 โดยการตรวจหาสารพันธุกรรม (RT-PCR) ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานสากล ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ เนื่องจากมีความไวและความจำเพาะสูง สามารถทราบผลได้ภายใน 3-5 ชั่วโมงและสามารถตรวจจับเชื้อไวรัสในปริมาณน้อยๆได้ เหมาะสำหรับการตรวจวินิจฉัยโรคเพื่อการรักษาที่รวดเร็ว ตั้งแต่ระยะแรกของการเกิดโรค Q: การตรวจแอนติบอดีคืออะไรA: การตรวจแอนติบอดีหรือ Rapid test เป็นตรวจเลือดเพื่อหาภูมิต้านทาน Anti-SARS-CoV-2 ในผู้ป่วยที่ได้สัมผัสกับเชื้อมาแล้ว โดยเชื้อไวรัสดังกล่าวเป็นต้นเหตุของโรคโควิด-19 การตรวจจับสารภูมิต้านทานนี้จะช่วยระบุว่าผู้เข้ารับการตรวจ มีภูมิต้านทานไวรัสตัวนี้หรือไม่ และเป็นข้อมูลสำคัญเพื่อประกอบการรักษาต่อไป ซึ่งการตรวจ Rapid test สามารถทราบผลได้ภายใน 15 นาที การตรวจวิธีนี้จะตรวจพบภูมิคุ้มกันหลังมีอาการป่วย 5-7 วัน หรือได้รับเชื้อมาแล้ว 10-14 วัน ร่างกายจึงจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต้านเชื้อโรค ดังนั้นการใช้ Rapid Test ตรวจภูมิคุ้มกันในช่วงแรกของการรับเชื้อ หรือช่วงแรกที่มีอาการ ผลการตรวจจะขึ้นลบ ซึ่งไม่ได้แสดงว่าผู้ป่วยไม่ได้ติดเชื้อโควิด-19 เนื่องจากภูมิคุ้มกันยังไม่เกิดขึ้น Q: ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 หรือไม่ ?A: ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 Q: เบอร์ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคืออะไรบ้าง ?A: …

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจสุขภาพ

การเตรียมตัวก่อนการตรวจสุขภาพ 1. ก่อนการตรวจสุขภาพ ไม่ควรอดนอน ดื่มสุรา หรือกาแฟ ในคืนก่อนตรวจสุขภาพ เนื่องจากจะทำให้ความดันโลหิตสูงกว่าที่เป็นจริง ควรใส่เสื้อผ้าที่พับแขนเสื้อขึ้นได้สะดวก ไม่รัดแน่น เพื่อความสะดวกในการเจาะเลือด ถ้ามีการทดสอบสมรรถภาพหัวใจ (Exercise Stress Test) ควรใส่เสื้อผ้าที่เคลื่อนไหวได้สะดวกหรือชุดกีฬา ถ้าต้องตรวจภายใน(สุภาพสตรี)ควรสวมกระโปรง และควรตรวจก่อนหรือหลังมีประจำเดือน 7 วัน 2. การอดอาหารก่อนการตรวจสุขภาพ การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ควรงดน้ำ และอาหารก่อนเจาะเลือด 6 ชม. หากต้องตรวจไขมันในเลือด (โคเลสเตอรอล,ไตรกลีเซอร์ไรด์, HDL, LDL) ควรงดอาหารและน้ำอย่างน้อย 12 ชม. หากกระหายน้ำหรือหิวมากให้จิบน้ำเปล่าได้เพียงเล็กน้อย หลังการเจาะเลือดแล้ว สามารถดื่มน้ำและรับประทานอาหารได้ทันที จากนั้นเข้ารับการตรวจรายการต่อไป ยกเว้น หากต้องตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนบน ยังคงต้องงดน้ำและอาหารก่อน จนกว่าจะตรวจอัลตร้าซาวด์เสร็จ 3. เมื่อเจาะเลือดเสร็จแล้ว ควรกดบริเวณที่เจาะเลือดไว้อย่างน้อย 5-10 นาที ไม่คลึง หรือนวดบริเวรที่เจาะเลือด เพราะอาจทำให้เส้นเลือดแตกได้ ในกรณีมีรอยช้ำเขียวบริเวณที่เจาะเลือด อาจเกิดจากเส้นเลือดแตก รอยช้ำเขียวกล่าวจะหายได้เองภายใน 1 – 2 สัปดาห์ อาจทายาแก้ฟกช้ำ เช่น ฮีรูดอยด์ แต่ไม่ควรนวดคลึงบริเวรที่เส้นเลือดแตก 4. การเก็บปัสสาวะ ให้ถ่ายปัสสาวะช่วงแรกทิ้งไปก่อนจึงเก็บปัสสาวะในช่วงกลาง (Mid Stream) สุภาพสตรีที่อยู่ในช่วงมีประจำเดือนไม่ควรตรวจ ปัสสาวะหรือถ้าต้องตรวจกรุณาแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ 5. เอ็กซเรย์ ต่างๆ วันตรวจงดใส่เครื่องประดับต่างๆ ที่เป็นโลหะ สุภาพสตรีงดใส่ชุดชั้นในที่เป็นโครงเหล็ก ไม่ควรเอ็กซเรย์ หากไม่แน่ใจว่าตั้งครรภ์หรือไม่ หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบก่อนการเอ็กซเรย์ 6. การตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้อง (Ultrasound Abdomen) การตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนบน ควรงดน้ำและอาหาร 6 ชม. ถ้าหิวหรือกระหายมากสามารถจิบน้ำเปล่าสะอาดได้เพียงเล็กน้อย การตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนล่าง ควรดื่มน้ำมากๆ และกลั้นปัสสาวะจนปวดแล้วเข้ารับการตรวจ 7. การตรวจเอ็กซเรย์เต้านม (Memmogram) ควรตรวจก่อนหรือหลังมีประจำเดือนอย่างน้อย 7 วัน งดทาแป้ง โลชั่น และครีมต่างๆ บริเวณเต้านม และรักแร้ในวันตรวจ