โรคหัวใจ

อาการที่บ่งบอกว่าอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น พันธุกรรม เพศ และอายุ ส่วนปัจจัยที่ควบคุมได้ เช่น ภาวะโรคบางชนิด การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย อาการที่บ่งบอกว่าอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ 1. หัวใจอาจเต้นเร็วหรือช้ากว่าผิดปกติ ใจสั่น เหนื่อยง่าย2. เจ็บหรือแน่นหน้าอก ร้าวไปที่กราม3. มีอาการบวม ที่ขา ข้อ และเท้า4. วิงเวียนศรีษะ นอนราบไม่ได้ แนวทางการป้องกันโรคหัวใจ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น 1. การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดการรับประทานอาหารที่มีไขมัน หรือน้ำตาลสูง รวมถึงอาหารจำพวกไขมันอิ่มตัว คอเลสเตอรอล เพื่อช่วยลดการเกิดไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน2. การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง และมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น3. งดสูบบุหรี่4. ลดความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ5. ตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมระดับความดันโลหิตและไขมันในเลือด

โรคที่มากับหน้าฝน

โรคที่มากับหน้าฝน ช่วงนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูฝน ฤดูฝนก็เป็นอีกฤดูหนึ่งที่เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เพราะมีความชื้นในอากาศสูง อุณหภูมิลดลงบางช่วง เป็นสาเหตุให้เกิดโรคหลายชนิดและสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น เราจึงควรรู้เท่าทัน และเฝ้าระวังโรคที่มักมากับฤดูฝน เรามารู้จักกับโรคที่ชอบมากับฤดูฝนว่ามีโรคอะไรบ้าง? 1.โรคไข้หวัดใหญ่ เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus) โดยเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล สามารถจำแนกออกเป็น 3 ชนิด โดยสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยที่มีอาการรุนแรง คือ ชนิด A และ B ส่วน สายพันธุ์ชนิด C มักไม่รุนแรง ไข้หวัดใหญ่จะแสดงอาการ ไข้สูง ปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีกล้ามเนื้ออักเสบ และอาการทางระบบหายใจตั้งเเต่ น้ำมูก ไอมาก หรือ หากรุนเเรง อาจมีอาการหอบเหนื่อย ปอดอักเสบ เสียชีวิต และอาจมีอาการที่ระบบอื่นอย่างระบบประสาท 2.ไข้เลือดออก เป็นโรคที่ระบาดหนักมากในช่วงฤดูฝน โดยมีจำนวนผู้ป่วยและเสียชีวิตจากโรคนี้เพิ่มขึ้นทุกปี โรคไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งพบได้ในทุกกลุ่มอายุ อาการของโรคไข้เลือดออกแม้จะไม่รุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจนถึงเสียชีวิตได้ 3. โรค มือ เท้า ปาก โรคนี้พบบ่อยในเด็กเล็ก ติดต่อง่าย ไม่มีวัคซีนป้องกัน และมีโอกาสเป็นเพิ่มมากขึ้นในช่วงหน้าฝน โดยสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส หลังจากรับเชื้อ 3-6 วัน ผู้ติดเชื้อจะเริ่มแสดงอาการป่วย เริ่มด้วยไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย 1-2 วัน เจ็บปาก ไม่ยอมรับประทานอาหาร มีแผลในปากเหมือนแผลร้อนใน มีผื่นเป็นจุดแดงหรือเป็นตุ่มน้ำใสขึ้นตามลำตัว 4.โรคฉี่หนู โรคนี้จัดเป็นโรคที่ยอดฮิตในหน้าฝนเลยก็ว่าได้ เกิดจากเชื้อโรคของหนู อาจจะเกิดการติดต่อโดยตรงหากโดนสัตว์กัด และติดเชื้อทางอ้อม สู่บาดแผล หรืออวัยวะต่างๆตามร่างกาย อาการของโรคฉี่หนู มีไข้สูงฉับพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ตาแดง และอาจมีจุดเลือดตามผิดหนัง 5.อาหารเป็นพิษ เกิดจากการทานน้ำหรืออาหารที่มีสารปนเปื้อนเช่น แบคทีเรียที่ถูกสร้างในอาหาร, น้ำฝนที่ปนเปื้อน, สารเคมี, สารพิษและเชื้อโรค อาการที่พบได้บ่อยๆคือ ท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำ มีไข้และอ่อนเพลีย เราสามารถลด หรือเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคและการติดเชื้อได้ ด้วยการดูแลสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ ที่สำคัญ หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจ และรับการรักษาอย่างตรงจุด

BACK TO SCHOOL

การเตรียมความพร้อมในด้านการส่งเสริมสุขภาพเด็กๆ ใกล้จะเปิดเทอมแล้ว เด็กๆ หลายคนต้องไปโรงเรียน ถึงตอนนี้จะไม่พบโรคระบาดที่ร้ายแรง แต่ก็ยังพบการระบาดของโรคที่มากับฤดูต่างๆอยู่บ้าง เช่นโรคที่มากับหน้าฝน ดังนั้นเราจึงต้องเตรียมความพร้อมก่อนเปิดเทอมให้เด็กๆ ซึ่งนอกจากอุปกรณ์การเรียนที่ต้องพร้อมแล้ว การเตรียมความพร้อมในด้านการส่งเสริมสุขภาพเด็กๆ ก็สำคัญเช่นกัน เพื่อลดอาการเจ็บป่วยต่างๆ ของเด็กๆในช่วงเปิดเทอม เด็กๆและคุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างไปดูกัน อย่างไรก็ตามอาการเจ็บปวดต่างๆ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และไม่ได้มีแค่โควิด-19 ที่ต้องระวัง แต่ยังมีโรคติดต่ออื่นๆ ที่สามารถติดเชื้อได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่างๆ เพื่อสอนให้เด็กๆ เข้าใจและรู้จักป้องกัน หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อและก่อให้เกิดโรคได้ ถ้าหากมีอาการเจ็บป่วยขึ้นมาควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อเข้าพบแพทย์และรับการรักษาทันที เพื่อสุขภาพที่ดีของเด็กๆ

วันวัณโรคสากล

“24 มีนาคม วันวัณโรคสากล” โรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี ร่วมกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมรณรงค์ “YES WE CAN END TB” “ยุติวัณโรคเราทำได้”

เส้นฟอกไตหรือเส้นฟอกเลือดการดูแลตนเองหลังผ่าตัดเส้นฟอกไต

เส้นฟอกไต หรือเส้นฟอกเลือด เส้นฟอกเลือดที่แขนชนิดเส้นเลือดจริง(AVF) เส้นฟอกเลือดที่แขนชนิดเส้นเลือดจริง เป็นการผ่าตัดทำทางเชื่อมระหว่างหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ ทำให้หลอดเลือดดำมีการปรับตัวขยายขนาด มีเลือดไหลเวียนมากขึ้น ข้อดี : อายุการใช้งานยาวนาน >2ปี และโอกาสติดเชื้อน้อยข้อเสีย : หลังทำแล้วต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ จึงสามารถฟอกไตได้ และมีผู้ป่วยประมาณ 20-40% ที่ไม่สามารถใช้หลอดเลือดธรรมชาติฟอกไตจากหลอดเลือดดำขนาดใหญ่ไม่เพียงพอ เส้นฟอกไตโดยใส่สายระยะยาว (Perm cath) เส้นฟอกไตโดยใส่สายระยะยาว เป็นการใส่สายขนาดใหญ่ไปในหลอดเลือดดำใหญ่ เพื่อให้สามารถนำเลือดปริมาณมากเข้าเครื่องฟอกหรือเครื่องไตเทียมได้รวดเร็วข้อดี : สามารถใช้ได้ทันทีหลังใส่สายเสร็จข้อเสีย : ถ้าใช้ไปนานๆ จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเส้นเลือดดำใหญ่อุดตัน และมีโอกาสติดเชื้อง่ายกว่าชนิดอื่น การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดเส้นฟอกไต ● ตรวจร่างกาย และตรวจอัลตราซาวด์เพื่อประเมินความพร้อมของหลอดเลือด ก่อนผ่าตัด● ในระหว่างรอจนถึงวันผ่าตัด แนะนำให้ผู้ป่วยควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โดยการรับประทานยาให้สม่ำเสมอเพื่อป้องกัน● ในกรณีผู้ป่วยรับประทานยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาละลายลิ่มเลือดจำเป็นต้องงดยาก่อนผ่าตัดควรปรึกษาแพทย์ก่อน● ในบางรายแพทย์จะใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยในการตรวจหาหลอดเลือดก่อนผ่าตัด● ห้ามลบรอยปากกาที่เขียนบนแขนของท่าน● ระมัดระวังไม่ให้แขนข้างที่จะทำการผ่าตัด ถูกเข็มแทง เจาะเลือด หรือวัดความดัน● ควรบริหารเส้นเลือดข้างที่จะทำเส้นฟอกไตด้วยการบีบและคลายลูกบอลสลับไปมาครั้งละ 10-15นาที เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือด● ไม่ต้องงดน้ำ งดอาหาร การดูแลตนเองหลังผ่าตัดเส้นฟอกไต ● ควรสังเกตว่า หลังผ่าตัดมีเลือดออกมาผิดปกติหรือไม่ ถ้าผิวหนังบริเวณผ่าตัดบวมโป่งหรือมีเลือดซึมไม่หยุด ควรปรึกษาแพทย์● ในช่วงเวลา 7 วันแรกของการผ่าตัด โดยทั่วไปจะได้ยาปฏิชีวนะแบบรับประทาน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ แต่หากมีอาการบวมแดงร้อน กดเจ็บพร้อมกับมีไข้แผลอาจมีการติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์● ระวังไม่ให้แผลผ่าตัดเปียกน้ำ 7-14 วัน หรือจนกว่าจะตัดไหม● ควรยกแขนสูงโดยเฉพาะ 2-3 วันแรกหลังผ่าตัด เพื่อป้องกันไม่ให้มีเลือดหรือน้ำเหลืองคั่งใต้ผิวหนังรอบๆ แผลผ่าตัด● ควรออกกำลังกายฝ่ามือ แขน โดยวิธีกำลูกเทนนิส หรือ ลูกบอลลูกเล็กๆ เป็นจังหวะ (กำ-เกร็ง-ปล่อย) ประมาณ500 ครั้ง/วัน● ระวังอย่าให้แผลที่ผ่าตัดไปกระทบกระแทกของแข็งหรือของมีคม ระวังการทำกิจกรรมต่างๆ ที่อาจส่งผลกดทับเส้นเลือด● ห้ามเจาะเลือด ห้ามวัดความดัน และห้ามแทงเข็ม เพื่อให้น้ำเกลือหรือยาบริเวณแขนข้างที่ทำการผ่าตัด

เชื้อ HPV 4 สายพันธุ์เชื้อไวรัส HPV คืออะไร?

HPV 4 สายพันธุ์ วัคซีน HPV คืออะไร?       วัคซีน HPV คือ วัคซีนที่ใช้ป้องกันเชื้อไวรัส HPV (Human Papilloma Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกในเพศหญิง รวมถึงโรคหูดหงอนไก่และมะเร็งทวารหนักในผู้ชาย วัคซีน HPV 2 สายพันธุ์ 4 สายพันธุ์ ต่างกันอย่างไร?  ไวรัส HPV ทั้งหมดมีมากกว่ากว่า 100 สายพันธุ์ ประมาณ 40 สายพันธุ์ส่งผลต่ออวัยวะสืบพันธุ์      – วัคซีน HPV 2 สายพันธุ์ (Bivalent vaccine: Cervarix) คือ วัคซีนที่ป้องกันเชื้อไวรัส HPV ได้ 2 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก      – ส่วนวัคซีน HPV 4 สายพันธุ์ (Quadrivalent vaccine: Gardasil ) คือ วัคซีนที่ป้องกันเชื้อไวรัส HPV ได้ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ 6, 11, 16 และ 18 ซึ่งสายพันธุ์ 6 และ 11 ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ วัคซีน HPV ฉีดตรงไหน ฉีดกี่ครั้ง?   การใช้วัคซีน HPV จะฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน      – เด็กช่วงอายุ 9-14 ปีควรได้รับวัคซีน 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างแต่ละเข็มที่ 6 เดือน      – หากอายุ 15 ปีขึ้นไป ควรได้รับวัคซีน 3 เข็ม ที่ 0, 1 และ 6 เดือน ฉีดวัคซีน HPV ได้ ไม่ต้องตรวจภายในก่อน       – ไม่จำเป็นต้องตรวจภายในก็ฉีดวัคซีน HPV ได้เลย แต่หากติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ใดไปแล้ว การฉีดวัคซีนไม่สามารถช่วยรักษาหรือป้องกันการเกิดโรคจากไวรัสชนิดนั้นๆ ได้ ทำได้เพียงป้องกันเชื้อสายพันธุ์ที่ยังไม่ติดเท่านั้น      – ดังนั้นเพื่อให้วัคซีนมีประสิทธิภาพสูงสุด ควรฉีดก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9-26 ปี เมื่ออายุเกิน 26 ปีไปแล้วอาจไม่ได้ผลนัก สามารถปรึกษาแพทย์ดูก่อนได้ว่าควรรับวัคซีนหรือไม่      – อย่างไรก็ตาม วัคซีนสามารถป้องกันเชื้อได้เพียงบางสายพันธุ์ ดังนั้นคุณจึงยังมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูกได้จากเชื้อ HPV สายพันธุ์อื่นๆ ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอเมื่ออายุ 25 ปีขึ้นไปเป็นทางหนึ่งที่ช่วยค้นหาเชื้อตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อการรักษาอย่างทันท่วงที …

เชื้อ HPV 9 สายพันธุ์เชื้อไวรัส HPV คืออะไร?

HPV 9 สายพันธุ์ เชื้อไวรัส HPV คืออะไร?         เชื้อไวรัส HPV หรือ Human Papillomavirus เป็นเชื้อไวรัสที่มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ แต่มีประมาณ 40 สายพันธุ์ ที่ก่อให้เกิดโรคในมนุษย์ ที่รู้จักกันดีคือ HPV สายพันธุ์ 6 และ 11 ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหูดหงอนไก่ หรือ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์และทวารหนัก ปัจจุบันยังไม่มียาหรือวิธีการใดๆ ที่ใช้รักษาการติดเชื้อไวรัส HPV แต่เราสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสนี้ได้ด้วยการฉีดวัคซีน HPV โดยวัคซีนที่มีจำหน่ายในประเทศไทยแต่เดิมมีด้วยกัน 2 ชนิด ได้แก่      – วัคซีน HPV ชนิด 2 สายพันธุ์ (ครอบคลุมสายพันธุ์ 16 และ 18)      – วัคซีน HPV ชนิด 4 สายพันธุ์ (ครอบคลุมสายพันธุ์ 6, 11, 16 และ 18)เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่าในปี พ.ศ. 2563 นี้ ประเทศไทยเราจะมีวัคซีน HPV ตัวใหม่เข้ามาจำหน่ายในท้องตลาด คือ วัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์ ที่สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV ได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง วัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์ คืออะไร?         วัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์ (Human Papillomavirus 9-valent Vaccine) เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตายที่พัฒนามาจากวัคซีน HPV ชนิด 4 สายพันธุ์ ใช้สำหรับป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV 9 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58 ในผู้หญิงและผู้ชาย ที่มีอายุตั้งแต่ 9 ถึง 45 ปี วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์กับการป้องกันโรค วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคร้ายได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง มีรายละเอียดดังนี้วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์กับการป้องกันโรคในผู้หญิง   ในผู้หญิงอายุ 9-45 ปี วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ ช่วยป้องกันโรคดังนี้      – มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับที่ 2 ในผู้หญิงไทย    …