การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้นและส่วนปลาย

การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น(Upper Gastrointestinal Endoscopy Esophagogastroduodenoscopy)       – เทคนิคพิเศษที่จะตรวจหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กส่วนต้น โดยจะใช้กล้องที่มีลักษณะยาว เล็ก และโค้งงอได้ ซึ่งแพทย์จะใส่สายยางเล็กที่มีเลนส์และแสงไฟสว่างที่ปลาย ส่องกล้องเข้าทางปาก โดยภาพจะปรากฏบนจอโทรทัศน์ ให้คุณภาพคมชัด และชัดเจน แม่นยำมากกว่าการเอกซเรย์ และหลังจากส่องตรวจเสร็จสามารถทราบผลการตรวจได้ทันที      – การส่องกล้องจะทำให้เห็นเยื่อบุกระเพาะ เพื่อดูการอักเสบ ดูแผลในกระเพาะ ดูเนื้องอก นอกจากนั้นยังสามารถตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา หาเซลล์มะเร็ง , เพาะเชื้อเพื่อหาเชื้อแบคทีเรีย ร่วมไปถึงการส่องกล้องเพื่อรักษาห้ามเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้นได้ เพราะอะไรถึงต้องส่องกล่องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น ?   แพทย์จะใช้การส่องกล้องเพื่อตรวจสาเหตุของโรคหรืออาการดังต่อไปนี้      – ปวดท้องช่วงบนของท้อง ปวดบริเวณลิ้นปี่ ปวดเป็นๆหายๆ โดยเฉพาะในกรณีที่ปวดมานานกว่า 1-2 สัปดาห์      – อาเจียนโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ      – กลืนอาหารลำบาก , จุกแน่นคอ      – ท้องอืด มีลมในท้องมาก เรอบ่อย รับประทานอาหารได้น้อย หรืออาจมีอาการคลื่นไส้ หรืออาเจียนร่วมด้วย      – เลือดออกทางเดินอาหาร : อาเจียนเป็นเลือด,ถ่ายอุจจาระมีสีดำหรือมีเลือดปนหรือโลหิตจางซึ่งอาจจะมีแผลเลือดออกในกระเพาะอาหารโดยอาจจะไม่มีอาการปวดท้องร่วมด้วย ควรเตรียมตัวอย่างไรบ้างก่อนมาตรวจ ?       1. ห้ามรับประทานอาหาร และดื่มน้ำทุกชนิดก่อนมารับการตรวจ อย่างน้อย 6-8 ชม. ก่อนตรวจ ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่ากระเพาะอาหารว่างเปล่า ซึ่งทำให้สามารถมองเห็นได้ชัดเจน และ       ป้องกันอันตรายที่เกิดจากการสำลักอาหารและน้ำเข้าไปในหลอดลมขณะที่กลืนกล้องลงสู่ลำคอและระหว่างส่องกล้อง      2. ในรายที่มีฟันปลอมถอดได้ ต้องถอดออก หรือมีฟันโยกจะต้องแจ้งแพทย์ให้ทราบ เพื่อป้องกันการหลุดและอุดกลั้นทางเดินหายใจ      3. แนะนำให้คนไข้ไม่ควรสวมเครื่องประดับติดตัวมา      4. ควรมีญาติมาด้วย หากในรายที่แพทย์พิจารณาให้ฉีดยาคลายกังวลหลังจากตรวจไม่ควรขับรถด้วยตนเอง      5. ถ้ามีโรคประจำตัว ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ ในบางกรณีแพทย์อาจจะพิจารณาให้งดยาละลายลิ่มเลือดก่อนส่องกล้อง อย่างน้อย 3-7 วัน อะไรจะเกิดขึ้นบ้างกับตัวท่านบ้าง ขณะได้รับการตรวจ ?     1. เมื่อถึงห้องตรวจผู้ป่วยจะได้รับการพ่นยาชาที่คอ สามารถกลืนลงไปได้เลยโดยไม่เป็นอันตราย ซึ่งจะทำให้ลำคอหมดความรู้สึกเจ็บชั่วคราว ประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง ผู้ป่วย       บางรายอาจจะรู้สึกแสบในลำคอช่วงแรกๆของการพ่นยา หากผู้ป่วยบางรายมีอาการหวาดกลัว กระสับกระส่าย แพทย์อาจจะต้องพิจารณาให้ยาคลายกังวล หรือยาแก้ปวดทางหลอดเลือดดำ      2. ขณะส่องกล้องจะต้องให้นอนตะแคงซ้าย หลังจากจะใส่ที่กันกัดกล้องให้ผู้ป่วยกัดไว้ในปาก ซึ่งจะมีรูเปิดไว้สำหรับให้กล้องผ่านลงไปได้      3. หลังจากนั้นแพทย์จะทำการส่องกล้อง โดยจะผ่านจากปากเข้าไปในลำคอ โดยผู้ป่วยจะต้องกลืนกล้อง เพื่อให้สู่หลอดอาหาร หากมีน้ำลายควรปล่อยไหลออกมา ห้ามกลืนเพราะอาจจะเกิดการสำลักได้ ซึ่งขณะส่องกล้องแนะนำให้ผู้ป่วยผ่อนลมหายใจเข้าออก เพื่อบรรเทาอาการแน่นอึดอัดท้อง จะใช้เวลาส่องตรวจประมาณ 10-15 นาที การปฏิบัติตัวหลังได้รับการส่องตรวจ ?       1. …

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจโรคเบาหวาน

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจโรคเบาหวาน การเตรียมตัวก่อนการตรวจสุขภาพ 1. ก่อนการตรวจสุขภาพ – ไม่ควรอดนอน ดื่มสุรา หรือกาแฟ ในคืนก่อนตรวจสุขภาพ เนื่องจากจะทำให้ความดันโลหิตสูงกว่าที่เป็นจริง – ควรใส่เสื้อผ้าที่พับแขนเสื้อขึ้นได้สะดวก ไม่รัดแน่น เพื่อความสะดวกในการเจาะเลือด 2. การอดอาหารก่อนการตรวจสุขภาพ – งดอาหารและน้ำอย่างน้อย 12 ชม. หากกระหายน้ำหรือหิวมากให้จิบน้ำเปล่าได้เพียงเล็กน้อย – หลังการเจาะเลือดแล้ว สามารถดื่มน้ำและรับประทานอาหารได้ทันที จากนั้นเข้ารับการตรวจรายการต่อไป 3. เมื่อเจาะเลือดเสร็จแล้ว – ควรกดบริเวณที่เจาะเลือดไว้อย่างน้อย 5-10 นาที ไม่คลึง หรือนวดบริเวรที่เจาะเลือด เพราะอาจทำให้เส้นเลือดแตกได้– ในกรณีมีรอยช้ำเขียวบริเวณที่เจาะเลือด อาจเกิดจากเส้นเลือดแตก รอยช้ำเขียวกล่าวจะหายได้เองภายใน 1 – 2 สัปดาห์ อาจทายาแก้ฟกช้ำ เช่น ฮีรูดอยด์ แต่ไม่ควรนวดคลึงบริเวณที่เส้นเลือดแตก 4. การเก็บปัสสาวะ – ให้ถ่ายปัสสาวะช่วงแรกทิ้งไปก่อนจึงเก็บปัสสาวะในช่วงกลาง (Mid Stream) – สุภาพสตรีที่อยู่ในช่วงมีประจำเดือนไม่ควรตรวจ ปัสสาวะหรือถ้าต้องตรวจกรุณาแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ COVID-19

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ COVID-19 (Q & A COVID-19) Q: อาการของโรคโควิด-19 มีอะไรบ้าง ?A: องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ชี้ว่า อาการของโรคประกอบไปด้วย การมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อาการไอลักษณะแห้งๆ หายใจไม่สะดวก หายใจถี่ บางรายอาจมีอาการท้องเสีย ไปจนถึงอาการที่หนักขึ้น อย่างเช่น อาการปอดบวม อาการทางเดินหายใจผิดปกติเฉียบพลัน Q: ใครต้องตรวจโควิด-19 บ้าง ?A: ผู้ที่จะต้องเข้ารับการตรวจโควิด-19 ต้องเป็น “ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์” คือ มีอาการและประวัติเสี่ยง ได้แก่ มีไข้ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป ร่วมกับอาการระบบทางเดินหายใจเช่น ไอ น้ำมูก เจ็บคอ ไม่ได้กลิ่น หายใจเร็ว หรือ หายใจลำบาก อย่างใดอย่างหนึ่ง และมีประวัติเสี่ยงในช่วง 14 วันก่อนมีอาการ อย่างใดอย่างหนึ่งได้แก่ * เดินทางไปหรือมาจากประเทศ หรืออยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงที่มีรายงานการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 * ประกอบอาชีพสัมผัสกับนักท่องเที่ยว สถานที่แออัด หรือติดต่อกับคนจำนวนมาก * ไปในสถานที่ชุมชน หรือสถานที่ที่มีการรวมกลุ่มคน เช่นตลาดนัด ห้างสรรพสินค้า สถานพยาบาล ขนส่งสาธารณะ * ผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อโควิด-19 โดยไม่ได้ใส่อุปกรณ์ป้องกันตนเองที่เหมาะสม * บุคลากรทางการแพทย์ที่มีอาการระบบทางเดินหายใจเช่น ไอ น้ำมูก เจ็บคอ ไม่ได้กลิ่น หายใจเร็ว หรือ หายใจลำบาก อย่างใดอย่างหนึ่ง และหรือมีประวัติไข้ตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป ซึ่งแพทย์ผู้ตรวจรักษาสงสัยว่าเป็นCOVID-19 * ผู้ป่วยปอดอักเสบที่แพทย์ผู้ตรวจรักษาสงสัยว่าเป็นCOVID-19 Q: ตรวจโควิด-19 ได้ที่ไหนและใช้สิทธิอะไรได้บ้าง ?A: สำหรับผู้ที่เข้าเกณฑ์ ในกรณีของประเทศไทย สามารถไปตรวจตามโรงพยาบาลตามสิทธิประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) หรือประกันสังคมได้ฟรี และหากพบว่าติดเชื้อก็จะรักษาฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ แต่กังวลว่าตัวเองอาจติดเชื้อและต้องการตรวจโดยที่แพทย์ไม่ได้วินิจฉัยให้ตรวจก็สามารถตรวจได้โดยเสียค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งทางห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี เป็นหนึ่งในห้องปฏิบัติการที่ผ่านการรับรองและประกาศให้เป็นห้องปฏิบัติการเครือข่ายตรวจ SARS-CoV-2 (COVID-19)จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ Q: การตรวจหาเชื้อโควิด-19 คืออะไรA: เป็นการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อวินิจฉัยโรคโควิด-19 จากสารคัดหลั่งทางเดินหายใจส่วนบน ส่วนล่าง ของผู้สงสัยติดเชื้อโควิด-19 โดยการตรวจหาสารพันธุกรรม (RT-PCR) ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานสากล ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ เนื่องจากมีความไวและความจำเพาะสูง สามารถทราบผลได้ภายใน 3-5 ชั่วโมงและสามารถตรวจจับเชื้อไวรัสในปริมาณน้อยๆได้ เหมาะสำหรับการตรวจวินิจฉัยโรคเพื่อการรักษาที่รวดเร็ว ตั้งแต่ระยะแรกของการเกิดโรค Q: การตรวจแอนติบอดีคืออะไรA: การตรวจแอนติบอดีหรือ Rapid test เป็นตรวจเลือดเพื่อหาภูมิต้านทาน Anti-SARS-CoV-2 ในผู้ป่วยที่ได้สัมผัสกับเชื้อมาแล้ว โดยเชื้อไวรัสดังกล่าวเป็นต้นเหตุของโรคโควิด-19 การตรวจจับสารภูมิต้านทานนี้จะช่วยระบุว่าผู้เข้ารับการตรวจ มีภูมิต้านทานไวรัสตัวนี้หรือไม่ และเป็นข้อมูลสำคัญเพื่อประกอบการรักษาต่อไป ซึ่งการตรวจ Rapid test สามารถทราบผลได้ภายใน 15 นาที การตรวจวิธีนี้จะตรวจพบภูมิคุ้มกันหลังมีอาการป่วย 5-7 วัน หรือได้รับเชื้อมาแล้ว 10-14 วัน ร่างกายจึงจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต้านเชื้อโรค ดังนั้นการใช้ Rapid Test ตรวจภูมิคุ้มกันในช่วงแรกของการรับเชื้อ หรือช่วงแรกที่มีอาการ ผลการตรวจจะขึ้นลบ ซึ่งไม่ได้แสดงว่าผู้ป่วยไม่ได้ติดเชื้อโควิด-19 เนื่องจากภูมิคุ้มกันยังไม่เกิดขึ้น Q: ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 หรือไม่ ?A: ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 Q: เบอร์ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคืออะไรบ้าง ?A: …

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจสุขภาพ

การเตรียมตัวก่อนการตรวจสุขภาพ 1. ก่อนการตรวจสุขภาพ ไม่ควรอดนอน ดื่มสุรา หรือกาแฟ ในคืนก่อนตรวจสุขภาพ เนื่องจากจะทำให้ความดันโลหิตสูงกว่าที่เป็นจริง ควรใส่เสื้อผ้าที่พับแขนเสื้อขึ้นได้สะดวก ไม่รัดแน่น เพื่อความสะดวกในการเจาะเลือด ถ้ามีการทดสอบสมรรถภาพหัวใจ (Exercise Stress Test) ควรใส่เสื้อผ้าที่เคลื่อนไหวได้สะดวกหรือชุดกีฬา ถ้าต้องตรวจภายใน(สุภาพสตรี)ควรสวมกระโปรง และควรตรวจก่อนหรือหลังมีประจำเดือน 7 วัน 2. การอดอาหารก่อนการตรวจสุขภาพ การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ควรงดน้ำ และอาหารก่อนเจาะเลือด 6 ชม. หากต้องตรวจไขมันในเลือด (โคเลสเตอรอล,ไตรกลีเซอร์ไรด์, HDL, LDL) ควรงดอาหารและน้ำอย่างน้อย 12 ชม. หากกระหายน้ำหรือหิวมากให้จิบน้ำเปล่าได้เพียงเล็กน้อย หลังการเจาะเลือดแล้ว สามารถดื่มน้ำและรับประทานอาหารได้ทันที จากนั้นเข้ารับการตรวจรายการต่อไป ยกเว้น หากต้องตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนบน ยังคงต้องงดน้ำและอาหารก่อน จนกว่าจะตรวจอัลตร้าซาวด์เสร็จ 3. เมื่อเจาะเลือดเสร็จแล้ว ควรกดบริเวณที่เจาะเลือดไว้อย่างน้อย 5-10 นาที ไม่คลึง หรือนวดบริเวรที่เจาะเลือด เพราะอาจทำให้เส้นเลือดแตกได้ ในกรณีมีรอยช้ำเขียวบริเวณที่เจาะเลือด อาจเกิดจากเส้นเลือดแตก รอยช้ำเขียวกล่าวจะหายได้เองภายใน 1 – 2 สัปดาห์ อาจทายาแก้ฟกช้ำ เช่น ฮีรูดอยด์ แต่ไม่ควรนวดคลึงบริเวรที่เส้นเลือดแตก 4. การเก็บปัสสาวะ ให้ถ่ายปัสสาวะช่วงแรกทิ้งไปก่อนจึงเก็บปัสสาวะในช่วงกลาง (Mid Stream) สุภาพสตรีที่อยู่ในช่วงมีประจำเดือนไม่ควรตรวจ ปัสสาวะหรือถ้าต้องตรวจกรุณาแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ 5. เอ็กซเรย์ ต่างๆ วันตรวจงดใส่เครื่องประดับต่างๆ ที่เป็นโลหะ สุภาพสตรีงดใส่ชุดชั้นในที่เป็นโครงเหล็ก ไม่ควรเอ็กซเรย์ หากไม่แน่ใจว่าตั้งครรภ์หรือไม่ หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบก่อนการเอ็กซเรย์ 6. การตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้อง (Ultrasound Abdomen) การตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนบน ควรงดน้ำและอาหาร 6 ชม. ถ้าหิวหรือกระหายมากสามารถจิบน้ำเปล่าสะอาดได้เพียงเล็กน้อย การตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนล่าง ควรดื่มน้ำมากๆ และกลั้นปัสสาวะจนปวดแล้วเข้ารับการตรวจ 7. การตรวจเอ็กซเรย์เต้านม (Memmogram) ควรตรวจก่อนหรือหลังมีประจำเดือนอย่างน้อย 7 วัน งดทาแป้ง โลชั่น และครีมต่างๆ บริเวณเต้านม และรักแร้ในวันตรวจ

ระวัง!โรคที่มากับน้ำท่วม

ระวัง! โรคที่มากับน้ำท่วม ด้วยสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดอุบลราชธานีปี 2562 ถือว่าหนักสุดในรอบ17ปี ถนนหลายสายต้องปิดการจราจรลง ประชาชนต้องอพยพมาอยู่ที่ศูนย์พักพิง ผู้ที่ต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วม นอกจากสภาพจิตใจที่วิตกกังวลแล้ว ยังต้องเสี่ยงต่อโรคร้ายหลายโรคที่มากับน้ำท่วมซึ่งแต่ละโรคมีความรุนแรงตั้งแต่สร้างความรำคาญ จนถึงสามารถเสียชีวิตได้ โรคที่เป็นอันตรายที่มากับน้ำท่วมได้แก่ 1. โรคฉี่หนู (Leptospirosis) อาการสำคัญ มีไข้สูงฉับพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ โดยเฉพาะบริเวณน่องและโคนขาหรือปวดหลัง อาจมีอาการตาแดง มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ไอมีเลือดปน ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะน้อย ซึม สับสน การป้องกัน 1. หลีกเลี่ยงการลุยน้ำลุยโคลน2. ป้องกันไม่ให้บาดแผลสัมผัสถูกน้ำโดยการสวมถุงมือยางหรือร้องเท้าบู๊ต3. รีบล้างมือล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่แล้วเช็ดให้แห้งโดยเร็วที่สุดเมื่อต้องลุยน้ำลุยโคลน 2. ไข้เลือดออก (Dengue Fever) อาการสำคัญ มีไข้สูงมาก ปวดศีรษะวิงเวียน และคลื่นไส้อาเจียน ปวดเมื่อยตามตัว จุดเลือดออกตามผิวหนัง และมีเลือดออกตามไรฟัน การป้องกัน 1. ระวังอย่าให้ยุงกัดในเวลากลางวัน2. นอนในมุ้ง ทายากันยุง3. กำจัดลูกน้ำและแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยปิดฝาภาชนะเก็บน้ำไม่ให้มีน้ำขัง นอกจากโรคร้ายที่มากับน้ำท่วมแล้วยังต้องระวังอุบัติเหตุ ที่เกิดขึ้นบ่อยๆในช่วงน้ำท่วม ได้แก่ ไฟดูด จมน้ำ รวมถึงเหยียบของมีคม อันตรายจากการถูกสัตว์ร้ายมีพิษกัดต่อย เช่น งู ตะขาบ แมลงป่อง ซึ่งหนีน้ำมาหลบอาศัยอยู่ตามบ้านเรือน

รพ.ราชเวชอุบลฯ ออกหน่วยบริการวัดความดัน ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ณ ตลาดหนองบัว

28 มีนาคม 2566 โรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี ได้ออกหน่วยตรวจวัดความดัน และให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แก่แม่ค้า และ ผู้มาใช้บริการ ณ ตลาดหนองบัว เพื่อสุขภาพที่ดีของชุมชนชาวตลาดหนองบัว โดยสำนักผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี หากท่านมีข้อสงสัยในอาการเจ็บป่วย หรือต้องการสอบถามเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ โทร. 045 959 683

ภาพบรรยากาศ คัดกรองผ่าตัดต้อกระจก คืนความสดใส ให้การมองเห็นที่โรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี

20 มีนาคม 2566 ภาพบรรยากาศ คัดกรองผ่าตัดต้อกระจก คืนความสดใส ให้การมองเห็น ที่โรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก– ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม– ใช้เลนส์คุณภาพสูง– ไม่ต้องรอคิวนาน– ผ่าตัดโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ภาพบรรยากาศ โดยสำนักผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี หากท่านมีข้อสงสัยในอาการเจ็บป่วย หรือต้องการสอบถามเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ โทร. 045 959 683

รพ.ราชเวชอุบลฯ ออกหน่วยบริการปฐมพยาบาล ในงานประเพณีบุญผะเหวดและเทศน์มหาชาติ ณ วัดนาควาย

11 มีนาคม 2566 โรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี ได้ออกหน่วยบริการปฐมพยาบาล ในงานประเพณีบุญผะเหวดและเทศน์มหาชาติ ณ วัดนาควาย มีบริการมากมาย เช่น ตรวจวัดความดัน ตรวจค่าน้ำตาล และให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ให้กับผู้สูงอายุ ผู้ร่วมงานประเพณี เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีและวัฒนธธรรม เดือน 4 ของภาคอีสานที่สืบทอดกันมา และจรรโลงไว้ซึ่งพระพุทธศานาสืบไป โดยสำนักผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี หากท่านมีข้อสงสัยในอาการเจ็บป่วย หรือต้องการสอบถามเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ โทร. 045 959 683

รพ.ราชเวชอุบลฯ ร่วมกับ บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ออกบูธตรวจสุขภาพฟรี

งานเทศกาลการเงิน-การลงทุน Thailand Smart Money อุบลราชธานี ครั้งที่ 8 24-26 กุมภาพันธ์ 2566 โรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี ร่วมกับ บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ออกบูธบริการชาวจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง ในงาน เทศกาลการเงิน-การลงทุน Thailand Smart Money อุบลราชธานี ครั้งที่ 8 ณ บริเวณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า อุบลราชธานี มีกิจกรรมมากมาย เช่น ตรวจวัดความดัน ตรวจค่าน้ำตาล และให้คำปรึกษาด้านสุขภาพกับลูกค้า ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย โรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี ขอขอบคุณ บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต มากๆนะคะ ที่ให้โอกาสทางโรงพยาบาลร่วมงานดีๆแบบนี้ โดยสำนักผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี หากท่านมีข้อสงสัยในอาการเจ็บป่วย หรือต้องการสอบถามเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ โทร. 045 959 683