บทความโดยราชเวช

วัยทอง

ผู้หญิง วัยทอง หรือ วัยหมดประจำเดือน

ผู้หญิง วัยทอง หรือ วัยหมดประจำเดือน วัยทอง หมายถึง วัยของผู้หญิงและผู้ชายที่มีอายุในช่วง 40-59 ปี ซึ่งอยู่ระหว่างวัยเจริญพันธุ์และวัยผู้สูงอายุ เป็นวัยที่ความสามารถในการผลิตฮอร์โมนเพศลดน้อยลงจนเกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และมีโอกาสเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพได้ง่าย เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคกระดูกพรุน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น สตรีวัยทอง หรือสตรีวัยหมดประจำเดือน หรือวัยหมดระดู หมายถึง สตรีในวัย 40 – 59 ปี ที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงเนื่องจากรังไข่หยุดทำงาน ซึ่งทำให้สิ้นสุดการมีประจำเดือนอย่างถาวรร่วมด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาตามมา แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1.ระยะก่อนหมดประจำเดือน เป็นระยะเริ่มของการหมดประจำเดือนทำให้สตรีมีประจำเดือนมาผิดปกติ ร่วมกับมีอาการทางร่างกาย เช่น ร้อนวูบวาบ มึนศีรษะ อ่อนเพลีย อารมณ์จะแปรปรวน ซึ่งระยะนี้จะเกิดประมาณ 2-3 ปี 2.ระยะหมดประจำเดือน เป็นระยะที่เริ่มตั้งแต่การหมดประจำเดือนมาแล้วเป็นเวลา 1 ปี 3.ระยะหลังหมดประจำเดือน เป็นระยะที่เริ่มตั้งแต่หลังหมดประจำเดือนมาแล้ว 1 ปี ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ ช่องคลอดตีบแคบ กระดูกพรุน และเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคต่างๆได้ง่าย อาการผู้หญิงวัยทอง อาการระยะเริ่มแรก นอนไม่หลับ อันเป็นผลของอาการร้อนวูบวาบ ด้านจิตใจ มักพบเกิดอาการซึมเศร้า อารมณ์หงุดหงิด มีความวิตกกังวลง่าย ผิวหนังเหี่ยวแห้ง ขาดความยืดหยุ่น เป็นแผล และกระได้ง่าย เต้านมเล็กลง หย่อน ไม่เต่งตึง ประจำเดือนมาไม่ปกติ มาติดกันหรือห่างจากกันมาก บางรายอาจมีเลือดออกผิดปกติ อาการร้อนวูบวาบ จากการแปรปรวนของระดับฮอร์โมนทำให้ร่างกายควบคุมอุณหภูมิผิดปกติ โดยจะมีอาการมากในช่วง 2-3 ปี แรก หลังหมดประจำเดือน และจะค่อยๆ ลดลงใน 1-2 ปี ช่องคลอดแห้ง จากระดับเอสโตรเจนที่ลดลง ทำให้มีปัญหาในการร่วมเพศ มีอาการคัน อาการการอักเสบของช่องคลอด มดลูก และช่องคลอดหย่อน ความต้องการทางเพศลดลง โอกาสมีลูกน้อยลง จากการตกไข่ที่ไม่แน่นอน และไม่สามารถมีลูกได้อย่างถาวร หลังประจำเดือนไม่มาเต็ม 1 ปี อาการต่อเนื่อง น้ำหนักขึ้นและเริ่มอ้วน ผลของการลดระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนทำให้มีผลต่อระบบการเผาผลาญอาหาร ทำให้มีการสะสมไขมันบริเวณหน้าท้องมากขึ้น ปัญหาของทางเดินปัสสาวะ ผลจากระดับกระดูกสันหลังที่ลดลงทำให้เยื่อบุผนังท่อปัสสาวะบางลง และกระเพาะปัสสาวะหย่อนยาน ทำให้มีอาการแสบร้อนขณะปัสสาวะ และมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ระบบหัวใจและหลอดเลือด หลังหมดประจำเดือน ร่างกายจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันมากขึ้น เนื่องจากจากการขาดเอสโตรเจน เพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนทำหน้าที่สำคัญในการลดไขมันไม่ดี LDL กระดูกพรุน การขาดเอสโตรเจนของวัยหมดประจำเดือนจะทำให้มีการทำลายเนื้อกระดูกมากขึ้นถึงร้อยละ 5 ต่อปี จนเกิดเป็นโรคกระดูกพรุนตามมา โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกข้อมือ และกระดูกสะโพก เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติม

เข้าพรรษา

เตรียมตัวเข้าชมงานแห่เทียนเข้าพรรษา…แบบไร้กังวล

เตรียมตัวเข้าชมงานแห่เทียน เข้าพรรษา …แบบไร้กังวล เทศกาลแห่เทียน เข้าพรรษา ที่ยิ่งใหญ่ ของจังหวัดอุบลราชธานี ใกล้จะถึงแล้ว โดยในปีนี้ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 ก.ค. – 2 ส.ค. 2566 โดยเฉพาะวันที่ 2 ส.ค. 2566 ที่เป็นวันแห่เทียน ไม่รู้ว่าปีนี้จะแดดแรง หรือฝนจะตกหนัก  โรงพยาบาลราชเวชอุบลฯ จึงขอแนะนำวิธีการการเตรียมพร้อมร่างกายก่อนไปชมงานเทศกาลแห่เทียน เข้าพรรษา ที่เป็นงานกลางแจ้ง เพราะอากาศร้อนจัด แดดจัดๆ หรือฝนตกหนักๆ หรือฝนสลับแดด สามารถทำร้ายร่างกาย และสุขภาพเราได้ง่ายๆ เหมือนกัน  ดังนี้ สวมเสื้อผ้าโปร่งสบาย : ควรเลือกใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบาย โดยเลือกเสื้อผ้าตัวหลวม ๆ ไม่พอดีตัวหรือรัดรึงจนเกินไป เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ดี เลือกใส่ชุดที่มีสีอ่อนๆ : หรือชุดพื้นเมืองเพื่อเข้ากับเทศกาลก็ควรเป็นสีอ่อนๆ นอกจากจะต้องเลือกเสื้อผ้าที่โปร่งสบายแล้ว ยังต้องใส่ใจเรื่องสีของเสื้อผ้าที่จะสวมใส่ด้วย เช่น สีขาว สีพาสเทล สีครีม เป็นต้น เพราะ เสื้อผ้าสีอ่อนจะดูดความร้อนน้อยกว่าเสื้อผ้าสีเข้มนั่นเอง สวมแว่นกันแดด : เพราะแสงแดดและแสงยูวีมีผลต่อดวงตาของเราเหมือนกัน ดังนั้นควรปกป้องสายตาจากแดดด้วยการสวมแว่นตากันแดด ทาครีมกันแดด : เพื่อปกป้องผิวหนังไม่ให้ถูกแสงแดดทำลาย ก็ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป โดยต้องทาครีมกันแดดในปริมาณที่เพียงพอนั่นก็คือ ทาครีมกันแดดประมาณเท่ากับ 1 เหรียญบาทสำหรับใบหน้า ส่วนผิวกายให้ทาครีมกันแดดประมาณเหรียญ 10 สองเหรียญต่อแขนหรือขาหนึ่งข้าง ที่สำคัญอย่าลืมเลือกครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไปนะคะและควรทาครีมกันแดดก่อนออกแดด 30 นาทีด้วย…อ้อ ! ในกรณีที่ต้องอยู่กลางแดดนาน ๆ ก็ควรทาครีมกันแดดซ้ำทุก ๆ 1-2 ชั่วโมงด้วยล่ะ พกร่มไปด้วย : ควรเลือกใช้ร่มที่มีความสามารถในการป้องกันแสงยูวีบีและยูวีเอ แทนการใช้ร่มโปร่งใสที่กันน้ำได้เพียงอย่างเดียว หรือถ้าใครไม่สะดวกกางร่มขณะอยู่กลางแจ้ง อย่างน้อยก็ควรสวมหมวกปีกกว้างไว้ป้องกันก็ยังดี พกพัดลมมือถือ : ถ้าต้องอยู่ในที่ที่อากาศร้อนจัดมาก ๆ ควรมีพัดลมมือถือช่วยคลายความร้อนให้ร่างกาย หรือจะใช้ผ้าเย็นระบายอุณหภูมิในร่างกายก็ได้แล้วแต่สะดวก สเปรย์คลายร้อนก็ควรมี : หากรู้ตัวว่าต้องไปผจญกับอากาศร้อนกลางแจ้ง ควรพกสเปรย์คลายร้อนติดกระเป๋าไปด้วย ดื่มน้ำบ่อย ๆ : ก่อนออกจากบ้านก็ควรดื่มน้ำ 1-2 แก้ว เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ นอกจากนี้ก็ควรพกน้ำไปจิบบ่อย ๆ ชั่วโมงละ 1 ลิตร ใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย : เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายที่มีส่วนผสมของอะลูมิเนียม คลอโรไฮเดรต (Alumiun Chlorohydrate) และอะลูมิเนียม เซอร์โคเนียม เตตระคลอโรไฮเดร็กซ์ (Aluminum Zirconium Tetrachlorohydrex) ที่จะช่วยปิดรูขุมขน ลดการเกิดเหงื่อได้ด้วย งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ : เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ขับน้ำออกจากร่างกาย ดังนั้นในช่วงที่อากาศร้อนจัด ร่างกายต้องเสียน้ำไปกับเหงื่อ ก็พยายามหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทนี้ไว้ด้วย และเทศกาลแห่เทียนเข้าพรรษานี้ เป็นเทศกาลแห่งงานบุญ ถ้า ลด ละ เลิก แอลกอฮอล์ได้ จะช่วยลดปัจจัยที่มีผลทำให้สุขภาพไม่ดีเกิดขึ้นได้ หลีกเลี่ยงอาหารย่อยยาก : อาหารมื้อหนักหรืออาหารย่อยยาก อุณหภูมิในร่างกายก็จะยิ่งสูง เพื่มความร้อนให้ร่างกายไปอีก กินอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบเยอะๆ : เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ…

อ่านเพิ่มเติม

6 เหตุผล ทำไมต้องมาฟอกไต ที่โรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี?

6 เหตุผล ทำไมต้องมา ฟอกไต ที่โรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี? การฟอกไต เป็นกระบวนการทางการแพทย์ที่ใช้เครื่องมือทางการแพทย์ ช่วยในการล้างสารพิษและสารตกค้างที่สะสมในไตออกจากร่างกาย กระบวนการนี้เป็นอย่างสำคัญในการรักษาหรือควบคุมสภาพไตของผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไตวาย (Chronic Kidney Disease) หรือโรคไตเรื้อรัง นอกจากนี้ยังใช้สำหรับการรักษาสภาพไตในกรณีที่มีภาวะน้ำหนักหรือสารพิษสะสมในร่างกายที่เกิดจากการใช้ยาหรือสารเคมีอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อสภาพไตของผู้ป่วยอีกด้วย ฟอกไต ฟรีทุกสิทธิ (เบิกจ่ายตรงข้าราชการ, อปท, ประกันสังคม, บัตรทองและรัฐวิสาหกิจ) แพทย์มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และพยาบาลที่มากประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยโรคไตโดยเฉพาะ ใช้เครื่องไตเทียมที่ทันสมัย ได้มาตรฐานสากล รอบการ ฟอกไต ชัดเจน ตรงต่อเวลา ไม่ต้องรอคิว ไม่วุ่นวาย ไม่แออัด ไม่เสียงดัง มีความเป็นส่วนตัว สะอาด ได้มาตรฐาน อยู่ใจกลางเมือง เดินทางสะดวก

อ่านเพิ่มเติม

ปวดหลัง

10 ท่าทางที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการ ปวดหลัง

ราชเวชอุบลฯ ขอแนะนำ ท่าทางที่เหมาะสม เพื่อป้องกัน การปวดหลัง มาฝากทุกท่านค่ะ การปวดหลัง เป็นอาการที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ แม้ว่า ปวดหลัง จะไม่ใช่สิ่งที่น่าห่วงมากนัก แต่หากปวดหลังเกิดขึ้นบ่อย หรือมีอาการรุนแรง อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและกิจวัตรประจำวันได้ ดังนั้นการดูแลสุขภาพประจำวันและท่าทางที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง เพื่อ ป้องกันการเกิดปวดหลังอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้ ท่าดึงเข่า : นอนราบกับพื้นใช้มือทั้ง 2 ข้างดึงขาทีละ ข้างบริเวณเข่าให้มาแนบ ระดับอก และค้างไว้ ประมาณ 5 -10 วินาที ทำเช่นเดียวกันกับขาอีกข้าง ท่านอน : นอนบนที่นอนที่มีความแน่นคงตัวพอสมควร ในช่วงที่มีอาการปวดหลัง ควรดัดแปลงท่านอน เพื่อลดการแอ่นของหลังส่วนเอวดังนี้ ท่านอนหงาย : ควรให้หมอนรองใต้ระดับ เข่าเพื่อให้เข่างอเล็กน้อย *ท่านอนตะแคง : งอสะโพกและเข่า โดยมีหมอนคั่นระหว่างขาทั้ง 2 ข้าง ท่านอนคว่ำ : ไม่แนะนำให้นอนท่านี้ ถ้าจำเป็นควรใช้หมอนรองบริเวณท้องน้อย ท่านั่ง : ใช้เก้าอี้ที่มีพนักพิง เพื่อให้บริเวณหลังได้พักพนักพิงเก้าอี้ควรอยู่ ในระดับเอว ถ้าพนักพิงอยู่ในระดับที่ ไม่เหมาะสม ควรหาม้วนผ้าสอด ระหว่างหลังส่วนเอวกับพนักพิง ท่ายืน : ควรยืนอยู่ในท่าหลังตรง ให้เป็นนิสัย เมื่อต้องยืน ทำงานเป็นเวลานาน ๆ ควรมีม้าเตี้ยรองเท้า 1 ข้างเพื่อ ป้องกันการแอ่นของหลัง บริเวณเอว เมื่อจะโน้มตัวไป ข้างหน้าหรือเอื้อมหยิบของที่ อยู่ไกลออกไป ไม่ควรให้หลังอยู่ในท่าโค้งงอเป็น เวลานาน ๆ ควรจะงอเข่า หรือใช้ม้าเตี้ยรองที่เท้า เพื่อลดการเกร็งตัวของกรามเนื้อหลัง สุภาพสตรีควรระวังการใส่รองเท้าส้นสูงมาก ๆ เพราะจะทำให้กระดูกสันหลังบริเวณเอวแอ่นตัวมาก ท่าแอ่นหลังท่ายืน : เริ่มจากท่ายืนตรง กางเขนออก เล็กน้อยเท้าสะเอวแอ่นหลังบริเวณระดับเอวไปด้านหลังให้ มากที่สุด ทำค้างประมาณ 5 – 10 วินาทีแล้วกลับสู่ท่ายืนตรง ทำซ้ำ 5 ครั้งติดต่อกันและเพิ่มได้ทีละ 2 ครั้ง เมื่อชำนาญขึ้น ท่าก้มหลัง : นั่งบนเก้าอี้กางขาออก แล้วค่อย ๆ ก้มตัวลงที่บริเวณ เอวจนมือทั้ง 2 ข้าง สัมผัสกับพื้น ทำค้าง ประมาณ 5 วินาที ท่าดึงสะโพก : นอนราบงอเข่าพอประมาณ เท้า 2 ข้าง วางราบแนบกับพื้น แนบบริเวณหลังกับพื้น ตามสบาย เกร็งกล้ามท้อง และกล้ามเนื้อบริเวณก้น เพื่อกดหลังให้แนบกับพื้น ซึ่งเป็นการดึงกระดูกเชิง กรานยกขึ้นในเวลา เดียวกัน ทำค้างไว้ ประมาณ 5 – 10 วินาที ท่าเกร็งกล้ามท้อง : นอนราบงอเข่าเล็กน้อยเท้าแนบพื้น ใช้มือ ประสานกันใต้ท้ายทอยค่อย ๆ ยกตัวขึ้นให้บริเวณ หัวไหล่ทั้ง2 ข้าง ลอยจากพื้นโดยที่หลังยัง แนบพื้นตลอดเวลาทำ ค้างประมาณ 5 วินาที…

อ่านเพิ่มเติม

งดเหล้าเข้าพรรษาดีต่อตับ จริงหรือไม่?

งดเหล้าเข้าพรรษาดีต่อ ตับ จริงหรือไม่? ทุกคนรู้อยู่แล้วว่า “เหล้า” เป็นแอลกอฮอล์ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพไม่ควรดื่มตั้งแต่แรก ที่นี้ถ้าบังเอิญดื่มไปแล้ว ก็ต้องมีช่วงเวลาที่หยุดพักบ้าง แล้วทำไมต้องเป็นเทศกาลเข้าพรรษา? หลายคนมีคำถาม เทศกาลเข้าพรรษานับเป็นช่วงเวลาที่ดีในการที่จะเริ่มต้นในการหยุดดื่มเหล้า  การที่หยุดดื่มแอลกอฮอล์เราจะเห็นผลเป็นระยะเวลาประมาณ 2 ถึง 6 สัปดาห์ ยิ่งหยุดนานก็ยิ่งมีแนวโน้มว่าเราจะไม่กลับไปดื่มอีก ดั้งนั้นเราหวังผลตรงส่วนนี้มากกว่า การที่เราดื่มแอลกอฮอล์เป็นระยะเวลานานๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะสุขภาพของ “ ตับ ” ทำให้เกิดตับอักเสบ นอกเหนือจากตับอักเสบ เราอาจเป็นตับแข็งเกิดขึ้นได้ ซึ่งคนที่ดื่มเหล้าเยอะ เราจะสังเกตเห็นว่ามีผิวคล้ำ ดูสุขภาพไม่แข็งแรง ดังนั้นเมื่อเราหยุดดื่มเหล้า ร่างกายก็จะไม่ทำงานหนักในการกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพ ทำให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น จากหน้าที่หมองคล้ำก็จะดูสดใสยิ่งขึ้น       เมื่อไหร่ที่เราจะคิดถึง “โรคตับอักเสบ” โดยหากเรากินเหล้าติดต่อกันเป็นเวลาเกิน 8 สัปดาห์ แล้วมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ร่างกายอ่อนเพลียมาก มีท้องมาน(มีน้ำในช่องท้อง) ตามตัวตามแขนขาบวม อาจจะมีไข้ มีอาการสับสนพูดจาไม่รู้เรื่อง มือสั่น เดินเซๆ อาการเหล่านี้คืออาการที่เกิดจากกินเหล้ามากเกินไป  ทำให้เราเสี่ยงเป็นโรคตับอักเสบรุนแรง ถ้าหากเราไปโรงพยาบาลก็จะมีการเจาะเลือดดูค่าตับว่าอักเสบหรือไม่ เจาะค่าเหลืองว่ามีค่าเหลืองเพิ่มมากขึ้นเพียงไร มีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติไหม มีเกร็ดเลือดและมีน้ำตาลต่ำหรือไม่ ซึ่งค่าเหล่านี้จะใช้ในการพิจารณา ว่ามีอาการของผู้ป่วยที่เป็นโรคตับรุนแรงหรือไม่ หากรุนแรงก็ต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาล ดังนั้น เข้าพรรษานี้ หยุดเหล้า เพื่อตับของท่านค่ะ ด้วยความปรารถนาดี จากโรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี

อ่านเพิ่มเติม

การดูแลผู้ป่วยโรคไต

การดูแลผู้ป่วย โรคไต เป็นเรื่องสำคัญและต้องการความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจาก โรคไต เป็นโรคเรื้อรังที่สามารถส่งผลต่อระบบหลายระบบภายในร่างกาย ดังนั้น การดูแลผู้ป่วยโรคไตจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำและกำกับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ คุณสามารถใช้แนวทางต่อไปนี้ ดูแลผู้ป่วยโรคไตให้ดีขึ้นได้ รักษาอัตราการดื่มน้ำให้เพียงพอ: ผู้ป่วยโรคไตควรได้รับปริมาณน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย แต่อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทราบปริมาณการดื่มน้ำที่เหมาะสมตามสถานะการรักษาของผู้ป่วยโรคไต ควบคุมความดันโลหิต: การควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติสามารถช่วยลดภาระที่กระทบต่อไตได้ ควรตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอและปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์ ควรหลีกเลี่ยงสารที่อาจเป็นอันตรายต่อไต : เช่น ลดบริโภคอาหารที่มีปริมาณโปรตีนสูง เพิ่มการบริโภคผักและผลไม้ เลือกทานอาหารที่มีปริมาณโซเดียมต่ำ และหลีกเลี่ยงบริโภคเครื่องดื่มที่มีความหวานและแอลกอฮอล์ ควบคุมการรับประทานยา : ผู้ป่วยโรคไตควรทานยาตามที่แพทย์สั่ง และปฏิบัติตามคำแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานยาอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ยาทำงานได้อย่างเหมาะสมและลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรคไต ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ : ผู้ป่วยโรคไตควรปฏิบัติตามตารางการตรวจสุขภาพที่แพทย์กำหนด ซึ่งอาจรวมถึงการตรวจค่าไต, การตรวจวัดฟังก์ชันไต และตรวจสอบค่าแล็บที่เกี่ยวข้องด้วย อีกทั้ง ควรจะปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น น้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว อาการปวดท้องด้านล่าง มีน้ำหนักหรือบวมที่ขาหรือแขน อาการเหน็บชาย หรืออาการอื่น ๆ ที่ไม่ปกติ ระลึกไว้เสมอว่า การดูแลผู้ป่วยโรคไตควรดำเนินการภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

อ่านเพิ่มเติม

ฉุกเฉิน โทร

ราชเวชอุบลราชธานี

ราชเวชอุบลราชธานี

การดำเนินการ

เครือราชเวช

โครงการราชเวช

ติดต่อเรา

Scroll to top